head

นำทาง

ล็อกอิน

พระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์

รตนัต๎ยํ นมิต๎วาน เวช์ชคัน์ถํ ปกาสิตํ
เวช์ชคัน์ถํ ปวัก์ขามิ ธาตุวิวรณนามกํ
สัพ์เพ สุณัน์ตุ เวช์ชา ตํ เวช์ชคัน์ถํ ปกาสิตํ
โปราณิโก เวช์ชคัน์โถ สกเฏน ปกาสิโต
ทุช์ชานิโย ชนตานํ ตัส๎มา หิ สกฏํ วินา
วเท ตํ มาคธิกาย เวช์ชานัม์ปิ หิตํ กรํ

อนึ่งตั้งอัญชลี นบพระศรีสาศดา เปนปิ่นในโลกา อีกธรรมาทั้งหมู่สงฆ์ เปนประทีปส่องหมู่สัตว์ ให้เห็นชัดมิให้หลง แนะนำในทางตรง ควรจำนงเปนสรณา ปกเกษกันอุบาทว์ อันประมาทมากนิทรา สรรพโทษอย่าพาธา ด้วยพระเดชจงเกียจกัน บิดาคุณมารดา ครูปัธยา อันสอนธรรม์ อีกคุณกระษัตริย์อัน ทรงเดชล้นพ้นประมาณ เทพะพระสยม ทั้งอินทร์พรหมทุกสถาน จงสรรบันดานญาณ โปรดประทานแต่โดยดี

ด้วยข้าจะขอกล่าว ในเรื่องราวพระคัมภีร์ สืบไว้ในธาตรี จนถึงที่สูนย์กัลปา ชื่อธาตุวิวรณ์ อุทาหรณ์แห่งโรคา เปนมูลโรคนาๆ มีทุกถ้าทุกประการ ให้แพทย์พึงสดับ ตามตำหรับเราโวหาร ตรองตรึกนึกชำนาญ กำหนดแน่อย่ากังขา คัมภีร์แพทย์ย่อมสูญหาย ระส่ำระสายช้านานมา เพราะมารผลาญพารา อยุทธยาด้วยกูลกาล แพทย์เก่าเล่าก็ตาย ก็เสื่อมหายวิชาชาญ ยังแต่ผู้เยาว์ญาณ ตั้งโวหารกำเริบรู้ ดังกาอันเทียมหงษ์ ใครจะปลงว่าเคียงคู่ ดูหมิ่นประมาทครู ตู่ตำราว่าฉุยไป รู้น้อยพลอยพูดโผง ดุจโอ่งน้ำครึ่งใบ แบกกลอกกระฉอกไหว บรู้โรคว่าถูกผิด จิตรโลภเห็นแก่ลาภ บเกรงบาปทุจริต งม แก้จนดับจิตร วางยาผิดลงเรือนไป เรียนรู้บคงเรียน รู้ผิดเพี้ยนไม่เข้าใจ บรู้ประเภทไข้ ซึ่งตายเปนงมรักษา อวดโอ้ล้วนแต่หาย จึงความตายมาตำตา รู้แต่ตำหรับยา ประเภทไข้บได้เรียน โรคเปนกับโรคตาย เล่ห์ดังหนามมาบ่งเสี้ยน รู้บ่งเห็นแนบเนียน บรู้บ่งส่งหัวหนาม เวช์ชศาสตร์เสื่อมสูญหาย ยังแต่เกร็ดย่อย่นความ ผู้รู้ก็เสื่อมทราม ย่อมเบาความประมาทหมิ่น เภทโรคมีมิตรึก อย่าพึงนึกว่าหายสิ้น โรคเปนตามแผ่นดิน วางยาพล้ำซ้ำพลายตาย ผู้แพทย์จิตรโลภทรัพย์ กำหนดรับว่าพลันหาย ตายเปน บใช่กาย คัมภีร์แพทย์ยิ่งเสื่อมไป ดุจดวงวิเชียรรัตน์ ที่มัวหมองผ่องใส จักสืบให้ทรงไว้ หวังแผ่เผื่อเพื่อเมตตา เพื่อแพทย์อนาคต ผู้รู้น้อยถอยปัญญา รู้แจ้งแห่งโรคา ดังแว่นตาสอดส่องเห็น ให้รู้นิไสยโลก ทั้งหมู่โรคเวลาเปน ฤดูที่ร้อนเย็น แพทย์พึงเห็นดังกล่าวมา

ข้าขอนมัสการ แพทย์โบราณท่านบัญชา สุณาตุสะวะนา ซึ่งถ้อยคำปราชญ์ปางก่อน จงตั้งจิตรกำหนด อย่าผิดเพี้ยนซึ่งคำสอน จำได้จะถาวร เปนที่พึ่งที่พำนัก

จะกล่าวธาตุทั้งสี่ ตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค บาฬีมีประจักษ์ พระสรรเพ็ชเทสนา สำแดงธาตุวิกล แห่งนรชนผู้โรคา ธาตุสี่วิการา ภินทนา หากร้าวแรง ให้กายคนผู้ไข้ ตึงชาไปกระด้างแข็ง มังสังหนังเหี่ยวแห้ง แข็งดังขอนก็ปานกัน เปรียบดังอะสรพิษ กัฏฐมุข จำพวกนั้น ขบตอดผู้ใดพลัน ยัง ผู้นั้นนอนกลิ้งแข็ง ดุจไม้ที่คนตัด ถูกแดดจัดให้ไหม้แห้ง โทษธาตุดินสำแดง แพทย์พึงแจ้งดังกล่าวมา

หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาศอันธการ์ ยังชนผู้โรคา ย่อมพรุนเปื่อยเปนหิดฝี บางทีเปนเม็ดคัน ทั่วกายนั้นก็ย่อมมี น้ำเหลืองย่อมไหลปรี่ กอบด้วยกลิ่นเหม็นเหน้าร้าย ดังงูปูติมุข อันขบตอดคนทั้งหลาย พิษซ่านทั่วทั้งกาย ย่อมพรุนเปื่อยเหน้าเปนหนอง น้ำเหลืองไหลซึมทราบ โทษอาโปให้หม่นหมอง ปวงแพทย์พึงตรึกตรอง เห็นแม่นแล้วจึงวางยา

จักกล่าวธาตุเตโช วิกาโรภินทนา ยังชนผู้คีลาน์ ให้รุ่มร้อนเปนกำลัง ฉวีศรีหม่นไหม้ ด้านดำไปดูพึงชัง มีพิษฤทธิ์เพียงดัง อัคคีมุข์งูตัวร้าย อันขบเอาบุคคล ดังไฟลนกล่นทั้งกาย เตโชพิการกลาย พิษงูร้ายก็เหมือนกัน

หนึ่งเล่าวาโยธาตุ เมื่ออาพาธโทษมากครัน กว่าธาตุทั้ง ๓ นั้น อาการพิษให้เปื่อยพัง ให้ขาดเปนชิ้นๆ ดังมีเชือดไม่รอรั้ง วาโยพิการดัง สัตถมุข์งูร้ายกาจ แม้ขบเอาใครเข้า ให้เปื่อยเหน้าทั่วทั้งอาตม์ พวกแพทย์อย่าประมาท อาการธาตุให้รอบรู้

หนึ่งเล่าจักสำแดง ให้รู้แจ้งเดือนฤดู ทั้งสามตามแบบครู คิมหะวะสันต์เหมันต์ เดือนสิบแรมค่ำหนึ่ง ถึงเดือนแปดเพ็ญคิมหันต์ โรคเกิดฤดูนั้น เตโชธาตุวิการา โลหิตเปนต้นไข้ มักทำให้โทษนาๆ วะสันต์ แต่แรมมา จนวันเพ็ญเดือนสิบสอง วาโยพิการกล้า กำเริบกว่าธาตุทุกกอง เหมันต์ เดือนสิบสอง แรมค่ำหนึ่งกลางเดือนสี่ สี่เดือนสิ้นฤดู โรคเกิดคู่เหมันต์มี เสมหะปะทะหมี้ อาโปธาตุพิการกาย ฤดูสามตามโฉลก
เปนมูลโรคแห่งหญิงชาย ผู้แพทย์พึงกฎหมาย อธิบายให้สำเร็จ

หนึ่งกล่าวฤดูสี่ ในวิธีธาตุเบ็ดเสร็จ เดือนห้าจนเดือนเจ็ด คิมหันต์เพศเพื่อเตโช สันตัปปัคคีดล โลหิตตนวิกาโร เกิดเหตุด้วยภุญโช สุปะพยัญชน์ เกิดแสลง มักอยากอาหารบ่อย บทันย่อยให้ทราบแรง พลันอิ่มอาเจียนแสยง ย่อมขัดอกเย็นอุรา หนึ่งโสดให้แสบไส้ จุกเสียดในเวียนหน้าตา เปนลมในครรภา ให้ปวดมวนกำเริบท้อง ตีนมือสั่นระรัว เมื่อยทั้งตัวมักเศร้าหมอง หายใจย่อมขัดข้อง ดุจหืดระส่ำระสาย ทั้งนี้เพื่อเตโช สันตัปปัคคีวิกลกลาย จึงเกิดซึ่งลมร้าย หกจำพวกสำแดงแรง ผู้แพทย์พึงเยียวยา เตโชนาอย่าพึงแคลง ลูกเอ็นลำพันแดง ทั้งโกศสอโกศพุงปลา ดีปลีขิงแห้วหมู เปลือกมูกมันลูกชีลา อบเชยสะค้านนา เสมอภาค ตากทำผง ละลายน้ำท่ากิน แก้เตโชดังประสงค์ หายพลันเปนมั่นคง ชื่อกาลาธิจรแสง

เดือนแปดถึงเดือนสิบ วะสันต์หยิบขึ้นแสดง วาโยกำเริบแรง เพราะอาหารอันชุ่มมัน ให้เกิดโรคผอมเหลือง มักครั่นตัวหายใจสั่น ในท้องให้ร้องลั่น อยู่โครกๆแดกขึ้นลง หนึ่งเล่าให้หาวเรอ ทั้งหน้าตาวิงเวียนวง อาหารอันบันจง ที่จะกินบรู้รส หูหนักปากเหม็นหวาน บังเกิดกาฬเลือดไหลหยด โสตฆานโอฐ ออกหมด โทษวาโยเข้าย่ำยี ผิแพทย์จะแก้ลม ในวะสันต์ฤดูสี่ แฝกหอมพริกไทยมี ทั้งเปราะหอมแลแห้วหมู ว่านน้ำแลดีปลี เสมอภาคด้วยตราชู รากกะเทียมอันขาวฟู หนักเท่ายาสิ้นทั้งหลาย ผึ่งแดดกระทำผง เอาน้ำร้อนเปนกระสาย กินแก้วาโยหาย ชื่อฤทธิเจริญดี

เดือนสิบเอ็ดเดือนอ้าย เปนวะสันต์เหมันต์มี แกมกันทั้งสองนี้ จึงอาโปกำเริบแรง เหตุด้วยกินอาหาร อันเย็นหวานผิดสำแลง อาโปวิการแรง บังเกิดโทษสิบสองเพลง กระหายมักขึ้งโกรธ ดุจบ้าบังเกิดเอง วิบัติทำโฉงเฉง เปนไข้จับอยากของมัน ให้ขบข้อกระดูก ตีนมือบวมเปนสำคัญ ให้ลงโลหิตนั้น แล้วให้ไอให้ผอมเหลือง ขัดทรวงให้ลงท้อง ปวดมวนร้องอยู่เนืองๆ อาหารย่อมฝืดเคือง กินมิได้นอนมิหลับ ทั้งนี้อาโปธาตุ อันร้ายกาจวิกลกลับ แปรปรวนที่ในครรภ์ แพทย์พึงรู้ดังกล่าวมา ผิแพทย์จะแก้พลัน อาโปอันวิการา เจตมูลโกฐสอมา ลูกผักชีดีปลีขิง ตูมอ่อนกกลังกา จันทน์ทั้สองอย่างดียิ่ง พิกุลบุนนากจริง สารภีดอกบัวหลวง สมุลแว้งเปลือกมูกมัน รากขัดมอนพร้อมทั้งปวง ต้มด้วยน้ำค้างตวง สามเอาหนึ่ง อย่าพึงเว้น กินแก้อาโปธาตุ ทั้งสิบสองวิบัติเปน หายพลันดังฝันเห็น เหมือนกับตื่นเมื่อลืมตา

เดือนยี่จนเดือนสี่ เปนเหมันต์คิมหันต์ตรา เจือกันทั้งสองนา ในสามเดือนโทษปถวี เปนเหตุด้วยตนนอน ผิดเวลาล่วงมิดี ปถวียี่สิบนี้ เกิดโทษสิบสามสถาน ให้ตื่นแลอยากน้ำ มันให้ร้อนไม่สำราญ ให้เสียดสองข้างปาน ดุจบ้ามักโกรธขึ้ง ให้เจ็บแข้งคอมือ ทั้งปากหวาน เจ็บอกตึง ให้ลงมูลหนักขึง เบา บ ตก น้ำลายไหล ท้องลั่นให้ปั่นป่วน ทำเสียงครวนอยู่ภายใน ปถวียี่สิบไซ้ร กำเริบเพื่อเจือปนกัน ให้แพทย์พึงสังเกต โรคเพื่อเหตุสิ่งใดนั้น พิเคราะห์จงแม่นนั่น จึงวางยาตามคัมภีร์ ผิแพทย์จะแก้พลัน ซึ่งมูลโทษปถวี ใบสะเดาเทียนดำดี ตรีกะฏุกโกฐก้านพร้าว โกฐสอชะเอมเทศ เปลือกตีนเปดเกลือสินเธาว์ มะตูมอ่อนชะเอมเรา สมอไทยใบรักมี บอระเพ็ดแลแห้วหมู ทั้งชีลาตุมกากี เสมอภาคทำผงดี ลาย น้ำผึ้งเร่งภุญชา แก้โทษปถวี เกิดกาลีดีนักหนา หายพลันอย่ากังขา โทษวิบัติกำจัดสูญ

หนึ่งเล่าฤดูหก อาจารย์ยกเปนเค้ามูล เดือนห้าเดือนหกพูน ชื่อคิมหันต์ฤดูเดิม ผิไข้ในสองเดือน กำเดาดีย่อมเพิ่มเติม โทษเจ็ดหากฮึกเหิม ให้แสบอกเมื่อยตีนมือ เสียดแทงนอนมิหลับ มักมวนท้องร้องครางฮือ อาเจียรแลราก รือ ทั้งสอึกวิกลร้าย ผิแพทย์ผู้จะแก้ กำหนดแน่ดังกล่าวหมาย จันทน์สองอย่าเคลื่อนคลาย ทั้งแห้วหมูแลแฝกหอม หญ้าตีนนกรากคัดมอน ทั้งหกสิ่งปรุงให้พร้อม ต้มกินอย่าได้ออม กำเดาดีเลือดดับสูญ คิมหันต์แลเตโช ให้เกิดโรคสิ้นทั้งมูล วินาศเปรียบปานปูน มฤคเห็นสิงหะหาย

เดือนเจ็ดแลเดือนแปด สองเดือนนี้ท่านพิปราย คิมหันต์ฤดูหมาย เพื่อเตโชแลวาโย คิมหันต์แลวะสันต์ เพื่อกำเดาโลหิโต ปวดมวนในกาโย ทั้งสี่สิ่งกล้านักหนา เกิดโรคในสีสะ ให้มีพิษบนิทรา อาหารที่ภุญชา บรู้รสระส่ำระสาย คลั่งใคล้ลืมอินทรีย์ โทษโลหิตกำเดาดาย แพทย์แก้ให้พลันคลาย บอระเพ็ดแลแห้วหมู เอารากผักโหมหิน สมอไทยทนดีดู หญ้าตีนนกโอชาชู อิกหนึ่งโสด โกฐก้านพร้าว พร้อมแล้วกระทำผง พึงกรองสง ด้วยผ้าขาว สมุลแว้งดีปลียาว ต้มเปนน้ำกระสายลาย แก้ฤดูให้แซกดี กำเดาหนี วายโยหาย โลหิตวิกลร้าย อาจระงับพลันดับสูญ

เดือนเก้าเดือนสิบนั้น ชื่อวะสันต์ฤดูพูน ผิไข้เปนเค้ามูล ด้วยวาโยพิษกล้าแข็ง เกิดโรคเพื่อเสมหะ ติดอุระอันยิ่งแรง หนักอกดังหนึ่งแกล้ง มากลิ้งทับประกับไว้ หายใจมักขัดอก บังเกิดโรคต่างๆไป คันตัวมีพิษไซร้ โทษทั้งสองหากเจือกัน วาโยแลเสมหา บังเกิดกล้ากว่าทุกอัน แพทย์พึงประกอบพลัน สรรพยาอย่าดูหมิ่น คนทิสอ เอาเจ็ดใบ พริกไทยเจ็ดขิงเจ็ดชิ้น ตำละลายน้ำร้อนกิน แก้วะสานต์ฤดูหาย

เดือนสิบเอ็ดเดือนสิบสอง ฤดูเจือกำเริบร้าย ชื่อสารทฤดูหมาย เจือวะสานต์แลเหมันต์ ผิไข้เกิดเพื่อลม เสมหะมูตรเปนสำคัญ ร้อนทรวงแลอกนั้น ร้อนในไส้ในกายเอง บังเกิดโรคในอก ให้เจ็บฟกเปนหลายเพลง เจ็บกระดูกสันหลังเอง ดังหลุดลุ่ยแลเจ็บคอ แพทย์ที่มียาแก้ จำให้แน่ตรีสมอ ตรีกฏุกเกลือใคร้เครือ พอ โกฐก้านพร้าวใบสะเดา กะเทียมเสมอภาค ทำแท้งตากเมื่อกินเอา น้ำร้อนแลน้ำเหล้า ละลายเข้ากระสายกิน แก้สารทฤดูโทษ วาโยโหดดับหายสิ้น ผู้แพทย์อย่าพึงหมิ่น จงประกอบให้ชอบการ

เดือนอ้ายแลเดือนยี่ สองเดือนนี้เหมันต์ขาน อาโปย่อมมันหวาน ปถวีแซกทำเข็ญ ผิไข้เพื่อเสมหะ กำเดาเลือดเจือปนเปน โทษมากหากให้เห็น ยิ่งกว่าสิ่งสิ้นทั้งปวง ให้เจ็บซึ่งสันหลัง แลบั้นเอวเปนใหญ่หลวง ดังจะลุ่ยจะหลุดร่วง ทั้งต้นคอสลักขึง ประดุจตรีโทษ ในเนื้อมือมัจจุรึง ผู้แพทย์เร่งคำนึง แต่งยาให้ได้โดยควร บอระเพ็ดทั้งแห้วหมู นมตำเรียเร่งประมวน หญ้าตีนนกรีบโดยด่วน มะกรูดขิงเร่งปรุงหา ผึ่งแดดกระทำผง บดด้วยน้ำเปลือกเพกา มะแว้งเครือกระสายยา กินดับโรคในเหมันต์

เดือนสามแลเดือนสี่ สิสิระฤดูพลัน ปถวีธาตุดินนั้น เปนมูลโรค ธิบดี เกิดโรคด้วยเลือดลม กำเดาเจือเสลดนี้ แปรปรวนกำเริบมี วิการโรคต่างๆเปน เกิดโรคให้ฟกบวม หูทั้งสองเปนหนองเหม็น เลือดเหน้าหากให้เปน ย่อมไหลออกจากโสตา ผู้แพทย์พึงประกอบ ซึ่งโอสถเร่งเยียวยา ลูกกะดอมกะเทียมมา ไพลว่านน้ำเยาวพานี ตุมกาว่านร่อนทอง เนระภูสีสนสังกะระนี ตำให้ลเอียดดี แล้วละลายน้ำขิงกิน แก้สะท้านแซกพริกไทย ลงเก้าเมล็ดตำให้สิ้น แก้อนเอาหญ้าตีน นกคู่กันจันทน์ทั้งสอง ต้มเปนกระสายริน แก้ร้อนได้ดังใจปอง แก้ดีเสลดต้อง น้ำมะงั่วน้ำส้มซ่า แก้โทษปถวี คือสิสิระฤดูนา เสร็จสิ้นดังกล่าวมา ฤดูหกจบสมบูรณ์

๑ ที่นี้จะกล่าวธาตุ วิปลาศเปนเค้ามูล ธาตุสี่มีสมบูรณ์ กำเริบหย่อนย่อมกล้าแข็ง แพทย์จงเร่งพิเคราะห์ ดังอาจารย์ท่านสำแดง จะกล่าวให้เห็นแจ้ง ในกลธาตุสิ้นทั้งสี่ กำเริบแลหย่อนกล้า ในกองธาตุปถวี วิบัติย่อมมากมี โทษสิบสามตามอาการ เกิดเหาแลเล็นมาก ย่อมไข้ครุ่นเปนประมาณ ท้องลั่นแลพลุกพล่าน ให้ท้องขึ้นแลเจ็บท้อง เจ็บท้องบหายเหือด ให้ตกเลือดเหม็นเหน้าหนอง เสียดแทงที่ในท้อง ขัดตะโพกดังถูกชก เปนปานโรคกะไษย แลให้เจ็บที่ในอก ในเนื้อย่อมช้ำฟก เล็บตีนมือเปนสีเขียว ผิแพทย์เห็นอาการ ทีเปนไข้ดังนี้เจียว พึงอาจอย่าหวาดเสียว แก้ชำระปถวี กะเทียมแลกันเกรา ใบสะเดากะเพราดี ตรีผลาขิงแห้งมี เทพทาโรเท้ากันไซ้ร ทำผงน้ำมะงั่ว แลน้ำร้อนก็กินได้ ปถวีวิการไซ้ร อาจจะดับระงับสูนย์

มิเหือด เอาย่างทราย ดีปลีกะเทียมหนูน สะค้านเจตมูล กะดอมอ่อนสมอไทย ขิงแห้งแลว่านน้ำ บดทำแท่งจงฉับไว มูตรโคละลายใส่ น้ำมะนาวเร่งให้กิน เสมหะอันทำโทษ ปถวีเหือดหายสิ้น ผู้แพทย์อย่าเมินหมิ่น โอสถนี้ดีหนักหนา

๒ ภาคหนึ่งบอระเพ็ด กะพังโหมช้าพลูมา มะแว้งทั้งสามหา รากคัดมอนทั้งพริกไทย อิกทั้งเชือกเขาพรวน แลเปลือกกวดจิงจ้อไซ้ร ทำแท่งน้ำดอกไม้ น้ำจันทน์ให้ดื่มพ่นกิน ดีเดือดด้วยปถวี แก้ได้ดีอย่าพึงหมิ่น โทษร้ายหายหมดสิ้น ในระบิล ปถวี

๓ ภาคหนึ่งดีหมูเถื่อน ลูกทุลังกาสาดี ลูกมะตูมเติมตามที่สัตตะบุษอันกลิ่นหอม กะพังโหมดอกบุนนาก เปลือกทองหลางทั้งสองพร้อม ใบมะงั่วรวบรวมรอม ตากตำผงจงเร่งกรอง น้ำร้อนเปนกระสาย แก้เลือดร้ายน้ำเหลืองหนอง ปถวีโทษทั้งผอง ก็จำต้องเสื่อมสูญหาย

๔ ภาคหนึ่งหนังจรเข้ หนังโคเผาเอามากหลาย หอยขมหอยแครงหมาย ทั้งนอแรดรวบรวมเผา ลูกจันทน์ดอกดีปลี กะเทียมกรอบแห้วหมูเอา เสมอ ชั่งอย่าหนักเบา แล้วตำผงชงน้ำร้อน เจ็บท้องอำมะพฤกษ์ ทั้งพรรดึกบรรเทาหย่อน ปถวีโทษสังหรณ์ ซึ่งวิบัติดังกล่าวมา ยาห้าขนานนี้ ถ้ามิหายอย่ากังขา ห้าวันจะมรณา ดังกล่าวมาแม่นจริงแท้

หนึ่งเล่าเตโชธาตุ วิปลาสกำเริบแปร อาการดังนี้แน่ มักให้ร้อนปลายตีนมือ ดุจดังประหลาดุกยอก ให้รุ่มร้อนดังเพลิงฮือ ในท้องในไส้คือ น้ำที่เดือดพลุ่งพล่านร้อน บวมหน้าแลบวมหลัง แลบวมท้องบได้หย่อน เปนเม็ดย่อมแสบร้อน ดังหัวผดสิ้นทั้งตัว มันจมกลับหลบเข้า กระทำเอาพึงเร่งกลัว เจ็บท้องมิใช่ชั่ว ตกมูกเลือดเหน้าเปนหนอง ผู้ไข้เปนดังนี้ เตโชธาตุให้หม่นหมอง ผู้แพทย์เร่งตรึกตรอง ซึ่งยาแก้จงฉับพลัน มหาหิงคุ์ดีปลี เจตมูลว่านน้ำหั่น ช้าพลูพริกไทยขยัน ย่างทรายทุลังกาสาขิงแห้ง มะแว้งคู่ ลูกราชดัดเร่งเรวหา บอระเพ็ดขมโสภา เสมอภาคตากตำผง ละลายน้ำอ้อยแดง น้ำร้อนซาวเข้าลง มูตรโคอย่าได้หลง ไฟดินร้ายย่อมหายสูนย์

ภาคหนึ่งมหาหิงคุ์ แต่ส่วนหนึ่งเปนเค้ามูล ว่านน้ำสองส่วนพูน ลูกช้าพลูเปนส่วนสาม ขิงสี่เยาวพานีห้า ดังตำราท่านกล่าวความ เจตมูลหกส่วนงาม โกฐสอเจ็ดสมอไทยแปด ดีปลีเอาเก้าส่วน เข้า ประมวนเอาผึ่งแดด ตำผงแล้วผู้แพทย์ ละลายมูตรโคชะเอมกิน แก้โทษในเตโช วิกาโรบรรเทาสิ้น ผู้แพทย์อย่าพึงหมิ่น ตำรานี้ดีนักหนา

ภาคหนึ่งเอาโกฐสอ โกฐเขมาลูกจันทน์นา เทียนเทศที่ตำตรา ลูกราชดัดมหาหิงคุ์ สาระพัดพิษกรุงเขมา จุกโรหินียิ่ง รากพลับพลึงแดงดีจริง มะแว้งเครือรากสวาด น้ำมะงั่วมะนาวกิน แก้ระบินเตโชธาตุ ชื่อเทพนิมิตประสาท แก้โทษธาตุเตโชหาย

หนึ่งแก้ววาโยธาตุ กำเริบหย่อนทั้งปวงคลาย อาการวิกลกาย กระทำโทษสิบสามเพลง เปนตะคริวเมื่อยตีนมือ หูอึ้งอื้อตึงหนักเอง สันหลังย่อมขัดเคร่ง รากลม เปล่าแลเจ็บอก ให้ขัดซึ่งหัวเข่า เปนปุ่มเปาจะโป่งฟก หายใจย่อมขัดอก เปนหวัดไอให้หอบหืด ตาพรายวิงเวียนหน้า โทษเพราะว่าวาโยฝืด แพทย์เห็นอย่าจางจืด จงประกอบให้ชอบยา ดีปลีแลแฝกหอม ทั้งว่านน้ำพริกไทยมา แห้วหมูว่านเปราะหา เอาเท่ากันทำเปนผง ลายด้วยน้ำมะนาว วาโยธาตุเสื่อมหายลง ผู้ไข้จะกินจง อย่าดูหมิ่นดังกล่าวมา

๑ ภาคหนึ่งเปลือกมูกหลวง รากสลอดหญ้ารังกา ว่านน้ำพริกไทยมา ขิงแห้วหมูเจตมูล สมอไทยรากไคร้เครือ ตากตำเพื่อให้เปนจุณ มูตรโค สุราภุญช์ บันเทาโทษวาโยหาย

๒ หนึ่งโสดมหาหิงคุ์ ว่านน้ำสะค้านย่างทราย ดีปลีชะเอมหมาย ทั้งโกศชิงกรุงเขมา ตำผงลายน้ำผึ้ง หนึ่งมูตรโคชะเอมเอา กินพลันจะบันเทา โทษวาโยระงับสูนย์

๓ ภาคหนึ่งเอาชะเอม ทั้งใบหนาดเจตมูล จิงจ้อใหญ่การะบูร รากทนดีดีปลีขิง ว่านน้ำใบสลอด เกลือตำผงละเอียดจริง มูตรโคน้ำร้อนยิ่ง กินแก้โทษวาโยพลัน

๔ ภาคหนึ่งเอาดีปลี เจตภังคีขิงเร่งหั่น บอระเพ็ดหัศคุณนั้น ทั้งพริกไทยแลแมงลัก เจตมูลข่ามหาหิงคุ์ น้ำซาวเข้าก็แก้ได้ ยัก กระสาย อย่าดูหมิ่น บางเบาบรรเทาสิ้น ในกองธาตุโทษวาโย

๕ หนึ่งเล่าเอาผักคราด ลูกผักกาดผักชีโท สะค้านกัณ๎หาโร ทั้งหอมแดงผักเสี้ยนผี ผักเปดเมล็ดแตงโม ตำเปนผงละเอียดดี นมโคน้ำผึ้งมี ท่ากระสายละลายกิน แก้โทษวาโยหย่อน แลกำเริบหายสูนย์สิ้น ผู้ใดได้ดื่มกิน ซึ่งยานี้จะพลันสูนย์

๖ หนึ่งโสดธาตุอาโป วิกาโร โทษมากมูล จุกอกแลลงรูน แล้วแปรเปนกะไษยกล่อน ขัดหนักแลขัดเบา ตึงหัวเหน่ามิได้หย่อน ท้องน้อยมักเปนก้อน ย่อมเปนลูกกลิ้งขึ้นลง ตกเลือดหนองพรรดึก ร้อนหน้าหลังดังเพลิงส่ง เหลืองซีดผอมแห้งลง เกิดเสลดตีนมือเย็น ชายขัดสีข้างขวา ผิหญิงนาแสบทรวงเข็ญ สีข้างข้างซ้ายเปน ให้ยอกขัดบสะบาย เกิดเลือดระสายซ้ำ เปนไข้จับวิบัติกลาย อาโปกำเริบร้าย เกิดโทษสิบสองประการ ผิแพทย์จะแก้โทษ ในอาโปสมุฏฐาน ประกอบให้ควรการ ตามคัมภีร์ธาตุหนักเบา เปลือกโมกหลวงมะตูมอ่อน เจตมูลพริกไทยเอา ลูกผักชีว่านน้ำเล่า หญ้ารังกาน้ำเต้าขม ผิไข้เอากระดอมขิงจิงจ้อดีปลีสม ตำผงโดยนิยม ลายมูตรโคด่างสะแก แก้โทษในอาโป วิกาโรพลันหายแน่ มีคุณยิ่งจริงแล ดังคัมภีร์ท่านกล่าวมา

๑ หนึ่งเล่าเอาจิงจ้อ ทั้งดีปลีหัวเข้าค่า กะพังโหมพริกไทยมา ลูกราชดัดขมิ้นอ้อย หัวหอมแลยาดำ ตากทำผงอย่าได้น้อย ละลายกระสายพลอย น้ำตาลทรายน้ำแตงกวา แก้อาโปพรรดึก บรรเทาหายอย่ากังขา ผู้ไข้พึงภุญชา โอสถนี้อย่าดูหมิ่น

๒ หนึ่งโสดโกฐก้านพร้าว บอระเพ็ดหั่นเปนชิ้น เมล็ดในแตงกวากิน เปลือกกุ่มน้ำรากจันทน์ดี มะตูมอ่อนใบสลอด เร่งทำผงละเอียดซี น้ำร้อนสุรามี เร่งภุญชีอาโปหาย

๓ หนึ่งเล่าตรีกฏุก มะขามป้อมดังพิปราย ตรีผลาสะค้านหมาย ทั้งไพลข่าแลลูกจันทน์ เสมอภาคตากทำผง น้ำกล้วยตีบกระสายสรร อาโปวิการนั้น กินพลันดับระงับหาย

๔ หนึ่งเล่าจิงจ้อหลวง ตรีกฏุกแห้วหมูหมาย ขมิ้นอ้อยเข้าค่าราย ราชดัดกะชายไพล กะพังโหมบอระเพ็ด ข่าตาแดงมะแว้งไทย กะดอมจันทน์อันหอมไซร้ ทั้งผักกาดแลแก่นสน เสมอภาคตากตำผง น้ำมวกเข้ากินบัดดน อาโปกำเริบรน อาจดับระงับสูนย์
(ธาตุสี่จบ)

*************************

จะกล่าวธาตุทั้งสี่ อันตรีโทษ ตามเค้ามูน มระณังบังเกิดพูน ธาตุกำเริบออกจากกาย ผู้แพทย์พึงสังเกต มีประเภทอันมากมาย ประเภทสิบอย่างหลาย ย่อมให้รากทรางอกแห้ง กายแข็งท่อนไม้ปาน บทราบรสอาหารแรง จืดเค็มก็มิแจ้ง มักเปนไข้นั้นร่ำไป เจ็บอกเปนใหญ่หลวง หนึ่งอาหารกินไปใน อุทรประเดี๋ยวใจ พอหยุดกินก็แสบท้อง ในอกดังเพลิงสุม ย่อมร้อนรุ่มเร่งเศร้าหมอง ท้องขึ้นแลท้องพอง ย่อมเขียวช้ำทั่วทั้งกาย ผิแพทย์จะเยียวยา เอาตรีผลากะเทียมหมาย ว่านน้ำร่อนทองพราย ไพลกะดอมคนทิสอ ตากแห้งตำผงไว้ น้ำร้อนใช้กระสายพอ น้ำขิงเร่งกินหนอ แก้ปถวีในตรีโทษ จะคลายไม่ช้านัก ก็คงจักเปนประโยชน์ มิหายอย่าได้โกรธ อิกห้าวันพลันนม้วยมรณ์

หนึ่งเล่าอาโปธาตุ วิปลาศจากกายจร ตรีโทษที่ถาวร ย่อมวิบัติกำเริบทวี อาการสิบสามเพลง กายตนเองซูบเศร้าศรี เสโทย่อมมากมี ให้ซึมทราบทั่วสาระพางค์ ตึงตัวทั้งหน้าตา อาหารกินก็เบาบาง ร้อนรนกระมลหมาง กระหายน้ำแลขัดอก ในท้องเปนลมลั่น อยากของมันมักโกรธงก ให้ร้อนแลเย็นอก เปนไข้จับดังเลือดพูน ปากชุ่มแลขมร้อน กลับเผ็ดหวานโทษทั้งมูน อาโปตรีโทษหนูน แก่คนไข้ผู้ใดเปน ผิแพทย์จะเยียวยา ตามกุสลาหากเคืองเข็ญ จะแจ้งความให้เห็น ซึ่งโอสถเร่งปรุงหา พึงเอาเจตมูล เปลือกมูกดงมูกมันมา ลูกผักชีดีปลีรา หญ้ารังกามะตูมอ่อน ขิงแลรากเสนียด หัวว่านน้ำเร่งสังวร ตำผงใส่น้ำร้อน เร่งกินแก้อาโปหาย มิเหือดด้วยยานี้ คือชีวีจะวางวาย เจ็ดวันจะพลันตาย ในเวลากลางคืนแล

หนึ่งโสดธาตุเตโช จากกาโยวิบัติแปร ตรีโทษที่ถึงแท้ กลเพศสิบสองประการ ให้ร้อนที่ในท้อง แลไส้พุงให้พลุ่งพล่าน น้ำเดือดไม่เปรียบปาน แล้วก็ให้ตีนมือตาย ให้ไอดังขลุกๆ ในลำคอทรวงอกหมาย เมื่อยขบทั่วทั้งกาย ให้ผอมแห้งปวดมวนท้อง ร้อนรุ่มกายสกล ซึ่งภายในดังเพลิงกอง เวียนวิงหน้าตาหมอง ย่อมแสบไส้มักเปนลม มือสั่นแลตีนสั่น ให้ร้อนเสียวดังเพลิงรม โทษสิบสี่ย่อมนิยม ด้วยเตโชวิการสลาย ผิแพทย์เห็นอาการ แห่งผู้ไข้อย่าห่างหาย ตรีโทษมาถึงกาย วิบัติโรคให้เคืองเข็ญ ผิแพทย์ผู้ใดแก้ เอาโกศสอแลลูกเอ็น ลูกผักชีว่านน้ำเห็น ทั้งดีปลีโกฐพุงปลา แห้วหมูแลว่านเปราะ สะค้านคงเร่งปรุงหา เปลือกโมกมันเท่ากันนา ตำผงกินกับน้ำเย็น กินแก้กองเตโช วิกาโรตรีโทษเปน ดังน้ำดับไฟเย็น ย่อมวินาศให้ขาดสูญ

ภาคหนึ่งลูกช้าพลู ลูกจิงจ้อเจตมูล รากเสนียดไคร้เครือพูน สมอไทยหญ้ารังกา ว่านเปราะดีปลีขิง มะขามป้อมชะเอมหา ใบกะเพราเท่ากันมา ตากตำผงจงละลาย แก้โทษแห่งเตโช เมื่อกินเจือน้ำตาลทราย มิฟังจะถึงตาย ในเจ็ดวันเปนมั่นคง

หนึ่งเล่าธาตุวาโย ภินทะโก บ ตำรง วิการออกจากองค์ ดังตรีโทษหากแปรปรวน โทษสิบหกสะถาน ดังอาจารย์ท่านประมวน ผอมเหลืองบมิควร แห้งซูบเศร้าฉวีหมอง จุกอกเปนก้อนอยู่ ในอุระแลในทอ้ง ให้รากอาหารกอง ให้สอึกให้เรอเหียน หายใจย่อมให้สั้น ให้หวานปากมักอาเจียร ร้อนอกทั้งปวดเศียร ให้เจ็บอกให้คันตัว ผุดแดงดังสีเลือด ไอบเหือดดังหืดมัวหนัก หน้าตาสลัว ย่อมวิบัติเปนมากหลาย
ผิแพทย์ผู้จะแก้ วาโยแปรระส่ำระสาย ว่านเปราะพริกไทยหมาย ทั้งแห้วหมูแลดีปลี อิกข่าแลว่านน้ำ ตากตำผงให้จงดี น้ำร้อนเร่งภุญชี แก้วาโยกำเริบสูญ มิหายด้วยยานี้ ย่อมทวีอาการพูน โรคเกิดเปนเค้ามูล ถอยกำลังขัดหนักเบา ไม่มักพอใจกิน ของมีมันจืดเค็มเล่า พึงอย่าได้ดูเบา ในเจ็ดวันสามยามสูญ

(จบธาตุตรีโทษ)
***********************

หนึ่งเล่าจะกล่าวทบ ธาตุบันจบนามประมูล ธาตุสี่มิบริบูรณ์ ภินทะนาวิการหย่อน ให้คงดำรงเก่า มิให้ร้าวกำเริบจร อาจตั้งให้ถาวร ร้อนวิบัติกำเริบแปร ขิงแห้งโกฐเขมา โกฐพุงปลาโกฐเชียงแท้ โกฐสอเทียนดำแล เทียนขาวเทียนสัตบุศ เทียนเยาวะพานี เทียนแดงลูกจันทน์สุด ดอกจันทน์อัหอมรุด การะบูรอุดมดี สมุลแว้งลูกกระวาน ทั้งกานพลูลูกผักชี ประสารทองผ่องขาวสี ใบพิมเสนแลไคร้เครือ ดีปลีแลเปราะหอม ทั้งชะมดเอาเข้าเจือ สิ่งละสลึง เผื่อ โกฐก้านพร้าวสองสลึง สมอไทยเอาแต่เนื้อ ชั่งไว้เผื่อหนักบาทหนึ่ง ตำผงบดแล้วพึง เก็บใส่ขวดดังกล่าวหมาย กินแก้กองเสมหะ เช้าน้ำขิงบดละลาย กลางวันน้ำหอมกระสาย แก้กำเดากำเริบร้อน เวลาเย็นน้ำข่า น้ำส้มซ่าแก้ลมจร คุมธาตุให้ถาวร จงเร่งกินทุกวันคืน เบญจะกูลธาตุดำรง ธาตุร้ายกลายกลับชื่น ลมถอยจึงค่อยฟื้น แก้สอึกแลแก้ราก ลูกยอน้ำผึ้งย้อย พิมเสนน้อยอย่าให้มาก อาจข่มลมร้ายผาก แก้คอแห้งลูกมะปราง ดีงูเข้าแซกด้วย ชุบสำลีเข้าอมวาง ชุ่มคอสำเนียงสว่าง แก้กระหายมะลิเข้า แก้จุกร้องสุดเสียง น้ำกระเทียมส้มซ่าเอา ระบายธาตุเบญจกูลเคล้า ตรีกะฏุกตรีผลา แก้ลงธาตุวิการ เปลือกมะเดื่อจันทน์สองน่า ลูกจันทน์เอาปูนทา ปิ้งไฟใส่กะชับคลาย ลูกเบญจะกานี อาจจะแก้ให้ลงหาย ตกเลือดใบเสนียดวาย น้ำกะเทียมเทียนดำริน กระวนกระวายให้ น้ำดอกไม้พิมเสนกิน แก้ไข้น้ำร้อนสิ้น ผ่อนบันเทาซึ่งโรคา กำเดาอันมีโทษ ทั้งเลือดลมสูญหายนา ผู้ใดที่ภุญชา โอสถนี้บเห็นคุณ ผู้นั้นย่อมไข้หนัก กรรมเข้าหักให้สิ้นบุญ ภาวะนาให้ใจคุ้น จะค่อยเบาบันเทาพลัน เทียนห้าสิ่งละสองสลึง กะเทียมขิงบาทหนึ่งหั่น เทพทาโรนั้น ห้าบาทสิบใบสะเดา ใบมะตูมใบคนทา ใบคนทิสอคนทีเขมา ตรีกฏุกชั่งอย่าเบา ทั้งนี้เอาสิ่งละบาท ตากตำแลทำแท่ง น้ำกะทือกินอย่าขาด ปวดปถวีธาตุ อาจระงับพลันดับหาย

ภาคหนึ่งแก้เตโช ลูกกระเบาว่านเปราะหมาย ลูกทุลังกาสาราย รากไคร้เครือหญ้ารังกา สมอไทยมะขามป้อม รากช้าพลูชะเอมมา รากผักแพวแดงโสภา เสมอภาคตากตำผง ให้กินกับน้ำร้อน แก้เตโชหายมั่นคง หายตามความประสงค์ ซึ่งเรื่องธาตุจบบริบูรณ์

หนึ่งโสดจะกล่าวการ สมุฏฐานเปนเค้ามูล พุทธรัตน์ตรัสบัณฑูร ซึ่งมูลโรคสามประการ ปิตตะแลเสมหะ แลวาตะสะมุฏฐาน ทั้งสามโดยประมาณ เปนอาทิให้วิกล สรรเพ็ชร์ตรัสพาที โปรดพระคีริมานนท์ คิลาน์กำเริบรน วิกลกายเวทนา อาพาธทั้งห้านั้น หากเจือกันในสามนา พาหิระโรคา หากวิบัติตามเหตุเปน สันนิปาติกา เสลดลมกำเริบเข็ญ พร้อมสามตามเภทเปน สันนิบาตประชุมกัน อุตุปรินาม ฤดูสามปรวนแปรผัน วิสะมะหาระนั้น ด้วยอาหารแลอิริยา หนึ่งโอปักกะมิก คือบิดพลิกพลาดแขนขา หนึ่งกรรมวิปากา ไข้เพื่อกรรมกระทำผล อาพาธทั้งแปดนี้ ในคัมภีร์คิริมานนท์ จากโอษฐ์พระทศพล แพทย์พึงยลดังกล่าวมา อาพาธทั้งห้านั้น จะรำพรรณแต่ดีมา กุลบุตรเกิดคิลาน์ ด้วยปิตตะสมุฏฐาน คือดีที่กายตน ให้วิกลกำเริบสร้าน ด้วยเหตุและอาการ สังคะหะ กล่าวไว้มี กล่าวเหตุเมื่อก่อผล แห่งบุคคลชายหญิงนี้ เมื่อเหตุกำเริบมี จะก่อโรคอาเภทเปน ให้กินอาหารร้อน บมิชอบอาหารเย็น สิ่งเปรี้ยวอยากบเว้น ย่อมพอใจเผ็ดร้อนบูด ของเหน้ามักพอใจ มักผิงไฟมิได้หยุด น้ำร้อนมักดื่มดูด มักโกรธเมื่อตวันเที่ยง มักกินในกลางคืน ซมบตื่นยังกรนเสียง อาบน้ำเมื่อดึกเที่ยง ราตรีร้อนบนอนหลับ อาเภททั้งสิบนี้ เปนเพื่อดีกำเริบจับ กล่าวเหตุก็เสร็จสรรพ จะกลับกล่าวโรคเพื่อดี วิบัติอาการโรค สิบห้าสิ่งมักย่อมมี ผู้ใดเปนเช่นนี้ มักสะท้านให้ร้อนหนาว หลงไหลนอนไม่หลับ ย่อมมักรากเปนคราวๆ คอแห้งร้อนผะเผ่า ทั้งร้อนปากขื่อจมูก ร้อนหน้าเหงื่อบตก ย่อมพร่ำพรูพูดผิดถูก เพ้อพกบมีศุข ย่อมไหลหลงมัวเมาหนัก จักษุนั้นก็แหลม เห็นสิ่งของมักรู้จัก ตาเหลืองเบาเหลืองนัก มักวิงเวียนแสบร้อนหน้า ให้ร้อนระส่ำระสาย เพศทั้งหลายซึ่งกล่าวมา หมู่แพทย์อย่ากังขา โรคดังนี้ดีทำเข็ญ ผิแพทยืจะเยียวยา ไข้เพื่อดีวิบัติเปน ชิงช้าชาลีเล่น มะตูมอ่อนรากดีปลี แห้วหมูแลขิงแห้ง ใส่หม้อต้มให้สุกดี ครั้นเย็นจึงภุญชี โรคเพื่อดีหายฉับพลับ

๑ ภาคหนึ่งรากมะตูม หญ้าเกล็ดหอยแฝกหอมหั่น รากกะดอมเอาเท่ากัน ต้มไว้เย็นเร่งดื่มกิน

๒ หนึ่งโสดจันทน์ทั้งสอง กะพังโหมแห้วหมูสิ้น ต้มเย็นให้เร่งริน กินก่อนเข้าเช้าดับหาย

๓ หนึ่งโสดหญ้าเกล็ดหอย แต่สิ่งเดียวคุณมากมาย ต้มกินดับโรคหาย แพทย์ทั้งหลายอย่าพึงหมิ่น

๔ ภาคหนึ่งหญ้าเกล็ดหอย บอระเพ็ดหั่นเปนชิ้น ชิงช้าชาลีชิน มะขามป้อมพร้อมเร่งต้ม ครั้นเย็นให้คนไข้ ดื่มเข้าไปอย่าได้อม ครั้นคลายหายระบม ดีวิบัติกำจัดสูญ

๕ หนึ่งเอาบอระเพ็ด ทั้งคุคะเถามวกมูล เกสรบัวหลวงพูน ทั้งรากโลทจงต้มพลัน เมื่อกินรินแต่น้ำ จงค่อยดื่มให้ขยัน โรคาวินาสัน เพราะยานี้ดีนักหนา มิหายหญ้าเกล็ดหอย เอาใส่ลงในหม้อยา กำจัดซึ่งโรคา เปนเพื่อดีกำเดาหาย

๖ ภาคหนึ่งรากคัดมอน รากขี้กาผักขวงหมาย เครือเขายอดด้วนปลาย ต้นผีเสื้อหญ้าเกล็ดหอย ต้มสุกไว้ให้เย็น น้ำผึ้งหยดลงสักหน่อย แก้ไข้เพื่อดีถอย ดังตำหรับท่านกล่าวมา

๗ ภาคหนึ่งมะขามป้อม สะเดาดินดีนักหนา ชะลูดหอมพร้อมปรุงยา ต้มไว้เย็นแล้วก็ริน ผู้ไข้เปนเพื่อดี เอายานี้ให้ดื่มกิน โทษร้ายหายเหือดสิ้น แก้ปากเผ็ดปากร้อนหาย

๘ หนึ่งเอาชะเอมเครือ ชะลูดหอมดังพิปราย แก่นสะเดาเท่ากันหมาย ต้มให้เย็นจึ่งดื่มกิน แก้ดีวิบัตินั้น หายแม่นมั่นอย่าดูหมิ่น โรคร้ายหายเหือดสิ้น แผ้วมนทินให้สิ้นสูญ

๙ ภาคหนึ่งรากขี้กา หญ้าเกล็ดหอยท่านให้หนูน รากหวายขมก้านตาลพูน ทั้งรากเขาเถายอดด้วน เท่ากันต้มให้เย็น น้ำผึ้งหยดแต่พอควร ผู้ไข้ที่รำจวน เร่งดื่มกินสิ้นสูญไกล

๑๐ ภาคหนึ่งเอาก้านตาล ลูกสมอเอาห้าใบ ผักบุ้งขัน อันเลื้อยไป ปานพระร่วงสามลูกทราบ มะขามป้อมรากคัดมอน เขายอดด้วนอันเลื้อยทาบ หญ้าเกล็ดหอยรื่นราบ เร่งต้มทำให้ชอบกล แก้ไข้เปนเพื่อดี มักเซาซึมคลั่งไคล้บ่น กระหายน้ำซ้ำกระวน ทั้งวิงเวียนเสียดแทงมวน ผิโรคเกิดเพื่อดี เพราะดังนี้อย่าลามลวน ผู้แพทย์เร่งสอบสวน ยารักษาด้วยการุญ

๑๑ หนึ่งเล่าพระตำรา ชื่อโลกาทิจรคุณ แก้ดีพลุ่งหัวใจรุ่นขุ่น แก้จุกเสียดสันนิบาต แก้เลือดลมแลไข้ แก้จับหายเสื่อมสูญขาด สี่สิ่งสิ่งละบาท ลูกกระดอมสองสลึง จุกโรหินีจันทน์ กรุงเขมาพังโหมพึง ตำกินอย่าคำนึง ย่อมมีคุณสูญทันใจ

๑๒ หนึ่งเล่ากล่าวปิตตัง ย่อมวิกลแตกซึมไหล อาพาธมักคลั่งไคล้ ให้พกเพ้อละเมอหลง นอนหวาดสดุ้งหวั่น บางทีนั้นกลับงวยงง กินยาประจุ ส่ง ลงแดงเหลืองเปนสีเขียว บมีสติตั้ง ผิอาการดังนี้เจียว แพทย์อย่าพึงเฉลียว ว่าเภทอื่นอย่ากังขา จะแก้ท่านให้เอา เทียนตักแตนเข้าเปลือกมา เปลือกมะปรางเรวรา เปลือกไข่เน่าเทพทาโร เสมอภาคแล้วเอาบด แซกดีจรเข้โข ดอกไม้แช่ใส่โถ พิมเสนแซกลงเมื่อกิน แก้คลั่งแลเพ้อพก ทั้งหลงใหลหายเหือดสิ้น โทษดีอันรั่วริน กินยานี้ดีอย่างเดิม

๑๓ ภาคหนึ่งจะแก้ลง เอาครั่งฝิ่นลูกจันทน์เติม เบญจกานีกำยานเพิ่ม เปลือกแมงคุดลูกตะบูน เปลือกทับทิมเปลือกมะขาม ตำผงตากด้วยแสงสูริย์ น้ำเปลือกทับทิมพูน แก้โทษลงตำรงไป

๑๔ หนึ่งเล่ากล่าวมูตรธาตุ แก้ดีรั่วดังนี้ไซ้ร ให้ลง ดังน้ำไหล อะติสารสีขมิ้น ปิดปวนนอนสดุ้ง มักโกรธพลุ่งใจเดือดดิ้น ต้มยาให้เร่งกิน แก้ดีรั่วดังกล่าวมา จันทน์หอมสมอไทย รากสอึกกระดอมหา สิ่งละบาทอย่าคลาศคลา บอระเพ็ดสองสลึง ปรุงต้มเขี้ยวให้งวด ดังท่านกล่าวสามเอาหนึ่ง คลายโทษที่อันถึง อะติสารพิการหาย

๑๕ ภาคหนึ่งแก้ดีล้น พ้นจากฝักรั่วกระจาย ให้ลงระส่ำระสาย ให้คลั่งไคล้ดังเปนบ้า พูดพลอดกับปิศาจ บไสยาศสักทิวา จะแก้พึงแต่งยา จันทน์ทั้งสองกรุงเขมา กะพังโหมสมอไทย ใส่หม้อต้มตั้งบนเตา ขันทศกรเอา รินออกกินถ้วยเดียวสูญ

๑๖ หนึ่งโสดแก้ดีรั่ว ดีกระตุกสองตระกูล มักเคียดแค้นมากมูน มักให้นอนหลับสนิท ดุจชนอันเดินทาง แลตกหลุมสดุ้งจิตร ย่อมไข้ให้เปนนิด สันนิบาตทั้งสี่มา สันนิบาตพุทธยักษ์ เพื่อโลหิตนั้นก็ว่า ผู้แพทย์เร่งแต่งยา ตรีผลาจันทน์กระดอม ลูกช้าพลูรากมะอึก อีกแก่นจันทน์อันกลิ่นหอม ลูกขี้กาแดงงอม สิ่งตำลึงพึงให้กิน ดีรั่วแลกะตุก อะติสารสูญเสื่อมสิ้น ผู้ไข้อย่าดูหมิ่น ว่าโทษดีจะมิหาย

(จบเรื่อง)
*************************

กล่าวดีดังนี้หยุด สมมุติจบตำราหมาย เบื้องนี้จะบรรยาย ในเรื่องลมสืบต่อมา ผู้แพทย์จงสดับ ดังตำหรับสาโรชนา สมดังคำฎีกา พระสรรเพ็ชตรัสบรรยาย วาตะสมุฏฐาน เมื่อวิการกำเริบร้าย เดือนเก้าเดือนสิบหมาย เดือนสิบเบ็ดสิบสองมี

ผิลมกำเริบไซ้ร ในภาวะเดือนทั้งสี่ วิบัติอยากภุญชี ซึ่งเผ็ดร้อนแลฝาดขม กินเนื้อแลปลาแห้ง ย่อมมีจิตรคิดนิยม มักตริซึ่งการชม ในราตรีอันนานนัก มักกล่าวเครื่องเศร้าโศก นอน บ หลับลืมแต่จักษุ์ อาหารกินมากนัก จนอิ่มเท้อเรอประมาณ กระทำสิ่งใดๆ ไม่สำเร็จเลยสักการ มิจิตรกำเริบส้าน จะทำอื่นนั้นต่อไป มีลมนั้นกำเริบ เมื่อเวลาเย็นนั้นไซ้ร กินเข้าๆไปใน ท้องพะอืด บ ย่อยยับ ลมขึ้นสูงเสียดแทง ขึ้นเบื้องบนนอนไม่หลับ ในกายแลที่ลับ เปนลมพิษผื่นแผ่นทั่ว ผิวดำดูคร่ำคร่า แลเปนผดขึ้นทั้งตัว แสบคันเปนน่ากลัว ดังไม้ขอนลงนอนขึง เหตุนี้เพราะเพื่อลม สมุฏฐานวาโยรึง เหตุสิบสามวิการตรึง เมื่อแรกก่อให้เกิดลม ผู้แพทย์พึงวิจารณ์ มะนะสิการ อย่าโง่งม จงแจ้งว่าเพศลม ดังนี้ก่อนวิบัติมา ที่นั้นจึงล้มไข้ ให้วิกลเมื่อคีลาน์ สะท้านทั่วกายา บางคราวนามักให้หิว บางทีมีกำลัง ให้คอแห้งเปนผงปลิว ปากแห้งชักย่นผิว ไข้มักขึ้นในปากคอ หายใจหน้าอกขัด หลับก็ไม่สนิทพอ ไม่เรอจามซ้ำเจ็บสอ ให้คันกายไปทุกแห่ง ปวดเศียรเจ็บอุระ เจ็บนาภี พื้นท้องแข็ง กินได้ไม่มีแรง กินเข้าไปไม่มีรส เจรจา บ ได้ศัพท์ ซึ่งถ้อยความ บ ปรากฎ หาวเนืองๆไม่กำหนด มักเสียดแทงในเบื้องต่ำ ทั้งนี้โทษวาโย วิกาโรรุมร่ำทำ ผู้แพทย์พึงจดจำ ซึ่งอาการสิบแปดนา สถานหนึ่งนั้นไซ้ร ย่อมคลั่งไคล้โทษวาตา อาจารย์ท่านกล่าวมา ในตำราสังคะหะ อาการย่อมคลั่งไคล้ สมุฏฐานแห่งคำพระ จงวิจารณ์อย่าลืมละ คัมภีร์สองให้ต้องกัน กล่าวออกบอกอาการ สังคหะคัมภีร์นั้น ขนลุกแลขนชัน ย่อมให้หนาวสะท้านเย็น ปวดเศียรเวียนหน้าตา ปวดเจ็บกาย บ ได้เว้น ในใจให้เคืองเข็ญ ด้วยเสียบแทงมิสะบาย อยากน้ำ บ อยุดหย่อน ทั้งเปนก้อน บ กระจาย ทุรนทุรายกาย ทั้งหายใจเข้าออกขัด จักขุแลเล็บเหลือง ทั้งให้ไอดังเปนหวัด ปากฝาดเจ็บคางขัด เมื่อยตะไกร มักไอแห้ง สิบห้าโทษทั้งนี้ ดังคัมภีร์ท่านสำแดง ผู้แพทย์พึงรู้แจ้ง เอกะโทษลมสิ่งเดียว บ มีอันอื่นเจือ เพื่อแต่ลมดังนี้เจียว พึงองอาจฉลาดเฉลียว แต่งยาแก้แต่เพื่อลม ให้เอารากอบเชย รากมะนาวชะลูดต้ม ดอกอุบลมูกหลวงผสม กินร้อนๆน้ำผึ้งหยด แก้ลมอันวิการ อรธานเสื่อมหายหมด ตามคัมภีร์สาโรชบท ท่านบอกมายาตำรา

๑ ภาคหนึ่งเอากำลัง หณุมานสะค้านหา บอระเพ็ดรากขี้กา มะแว้งคู่มะเขือขื่น เทียนดำแลข่าลิง ทั้งเก้าสิ่งต้มด้วยฟืน รินกินพลันแช่มชื่น ไข้เพศลมระทมหาย

๒ หนึ่งเล่าเอาบอระเพ็ด กับทั้งขิงต้มกินคลาย แก้ไข้เพื่อลมร้าย ยาสองสิ่งยิ่งมะหันต์

๓ หนึ่งโสดซ้องแมวควาย รากมะแว้งทั้งสองนั้น รากผักเปดบอระเพ็ดหั่น รากอบเชยกำลังหณุมาณ เสมอภาคเร่งปรุงต้ม กินอุ่นๆอย่าเกียจคร้าน ไข้ลมอระธาน ร้อนสีสะสิ้นเสื่อมสูญ

๔ หนึ่งเล่าตรีกฏุก หอมกะเทียมเปนเค้ามูล ใบสะเดาให้เอาคูณ คือเท่ายาสิ้นทั้งนั้น ละลายด้วยน้ำร้อน กินแก้ไข้ลมหายพลัน กำหนดลงแม่นมั่น สรรพยาอย่าดูหมิ่น

๕ หนึ่งโสดหนอนตายอยาก รากมะรุมร้อนมีกลิ่น รากฟักเข้าทั้งเกลือสิน เธาว์เค็มโกรกโคกกะสุน ขิงแห้งอันร้อนเผ็ด เจตมูลดีปลีหนุน เท่ายาทั้งหลายจุณ เปนผงภุญช์ด้วยน้ำร้อน มีคุณอันมากมาย ลมกระจายในอุทร อกใจไม่อาวรณ์ แพทย์ทั้งหลายจงจำเอา

๖ หนึ่งโสดรากสัตตะบัน บอระเพ็ดใบสะเดา รากมูกหลวงเร่งเอา ตำเปนผงจงฉับไว จงเอาซึ่งน้ำผึ้ง เปรียงพระโคเคล้าตั้งไฟ กวนยาหกสิ่งไซ้ร ไข้เพื่อลมก็สิ้นสูญ

กล่าวด้วยสะมุฏฐาน อาการลมบริบูรณ์ เบื้องนี้จะบัณฑูร เพศเสมหะสะมุฏฐาน เดือนอ้ายแลเดือนยี่ เดือนสามสี่กล่าวอาการ เสมหะมักบันดาน วิการธาตุอาเภททำ ฤดูเหมันตา วิการาให้ระส่ำ ผู้แพทย์จงเร่งจำ วิบัติเหตุจะก่อการ มักกินอาหารร้อน มีรสเค็มแลเปรี้ยวหวาน ชอบใจให้ทราบสร้าน ชอบอารมณ์นิยมกลืน พอใจซึ่งสิ่งของ อารมณ์ต้องที่ชื่นๆ มักกินเมื่อค่ำคืน กินเข้าน้ำเหลือประมาณ มักหยากซึ่งเนื้อพล่า แลปลายำกินสำราญ มักฝันให้บันดาน ได้หว้ายน้ำนอนสระน้ำ มักฝันว่าดูดดื่ม ซึ่งวารินอันเย็นฉ่ำ มักเปนตุ่มตัวระยำ ช้ำฟกบวมที่ในกาย ง่วงเหงาหาวนอนนัก มักหลับนิ่งค่อยสบาย เสมหะกำเริบร้าย ให้เปนเหตุดังนี้นา ที่นั้นย่อมเกิดโรค เปนเสมหะสะมุฏฐาน์ มีอาการถึงสิบห้า มีกายาย้ายเยือกเย็น ขนลุกแลผมชัน หลับเชื่อมจัดวิบัติเปน บ อยากน้ำบิดตัวเล่น บ รู้ศึกว่ารุ่งค่ำ ปัสสาวะเปนสีขาว แลเบาข้น บ เปนน้ำ ผิวเผือดไม่ผ่องคล้ำ หมดกำลังสิ้นแรงเรี่ยว เหงื่อตกจากกายนัก ให้มักร้อนอยู่คนเดียว เปนหวัดปวดเศียรเสียว บ ชอบใจสิ่งใดๆ ปากหวานปานน้ำอ้อย โทษเสลดกระทำไซ้ร ผู้แพทย์จงแจ้งใจ พึงแต่งยาประกอบแก้ รากมะตูมรากสะเดา แก่นจวงเอาที่แท้ๆ บอระเพ็ดเปราะหอมแล รากมะแว้งทั้งว่านน้ำ รากสะเดาดินดีปลี จุกโรหินีดีล้ำ เท่ากันต้มจงงวดน้ำ รินกินแก้เสลดหาย

๑ หนึ่งเล่าลูกกะดอม ลูกโมกหลวงโกฐสอหมาย จงต้มอย่าเคลื่อนคลาย รินออกไว้ให้อุ่นๆ จึงเอาซึ่งพริกไทย ใส่ครกให้ตำเปนจุณ โรยลงในน้ำอุ่น น้ำผึ้งหยดซดดื่มกิน เสลดจะระงับ ให้บันเทาเบาบางสิ้น ต้มยาห้าสิ่งกิน ย่อมมีคุณยิ่งนักหนา

๒ ภาคหนึ่งรากฟักเข้า รากตะคร้อรากยอป่า เปลือกโลท รากรกฟ้า ลูกมะขามป้อมรากเกด เท่ากันเร่งต้มริน กินแก้ไข้เพื่อเสลด เสื่อมสูญคุณวิเศษ โรคเสลดบำบัดหาย

๓ หนึ่งโสดรากมะตูม อีกขมิ้นทั้งหามกราย ผักปอดแห้วหมูหมาย รากช้าแป้นแลแก่นจวง เสมอภาคต้มกินพลัน เสมหะนั้นบำบัดร่วง เสร็จสิ้นตำหรับหลวง ในสาโรชบอกหมดยา

๔ ภาคหนึ่งโรคนิทาน กล่าวตำนานเสมหะมา เสลดจะวิการ์ ภินทนาวิบัติแปร ให้จับสบัดร้อน ให้หนาวนอนสะท้านแท้ บ้างลงโลหิตแล เสมหะเหน้าให้ปวดมวน ผิแพทย์จะแก้จับ เพื่อเสลดที่ลามลวน เปลือกมูกหลวงลำพันควร น้ำเต้าขมระดมใส่ ผักชีแลกระดอม พร้อมรากต้มแลลูกใบ แก่นขี้เหล็กถากใส่ใน หม้อต้มระดมกิน แก้จับโทษเสมหะ อันวิบัติบันเทาสิ้น มียาอื่นจึงให้กิน สืบต่อไปตามตำรา

๕ หนึ่งโสดผิชำระ โทษเสมหะวิการนา ใบส้มป่อยเอามา สิ่งละกำสิ้นทั้งผอง หัวหอมก็ห้าหัว เถาวัลย์เปรียงถากลงกอง สมอไทยก็จำต้อง เท่าอายุคนไข้นั้น ต้มสามเอาหนึ่งกิน แซก ดีเกลือตามธาตุอัน หนักเบาจงดื่มพลัน ประจุให้เสมหะคลาย

๖ ภาคหนึ่งจะแก้บิด ติดเพื่อธาตุเสมหะร้าย เมล็ดในกระดอมหมาย เบญจกานีแลลูกจันทน์ ดินกินครั่งฝิ่นกระวาน ยางตะเคียนกานพลูพลัน สีเสียดทั้งสองนั้น ประสารทองทั้งเทียนดำ มะขามขบเปลือกแมงคุด ยุติ เอาเท่ากันตำ เปนผงตั้งร่อนทำ ซ้ำยัดใส่ทับทิมสิ้น ให้เอาขี้โคพอก ที่ข้างนอกซ้ำพอกดิน ไฟแกลบสุมสุกสิ้น ดินขี้โคออกทิ้งพลัน ตัวยากับทับทิม บดปั้นแท่งตากตวัน ปูนใสน้ำไพลนั้น กินแก้ปวดเสมหะหาย แก้เลือดเสลดเหน้า สูญสิ้นโทษเสมหะคลาย จบสิ้นดังบรรยาย สมุฏฐานเสมหะมา

เบื้องนี้จะกล่าวแจ้ง ในตำแหน่งมูลโรคา กำหนดวันเวลา ที่เกิดไข้ไตรยวิธี วาตะสมุฏฐาน กำหนดกาลเจ็ดราตรี สิบวันอายุดี เสมหะที่สิบสองวัน สมุฏฐานทั้งสามนี้ มีกำหนดประมาณปัน ผิล่วงไปจากนั้น คือล่วงวันแต่เจ็ดไป ล่วงสิบแลสิบสอง ตามทำนองกำหนดไว้ โรคพลันกำเริบใหญ่ บ เสื่อมสร่างบางบันเทา โทษเติมเพิ่มทวี มีอื่นปนระคนเคล้า เลือดลมแลกำเดา เสลดแซกวิกลใน ถ้าพร้อมด้วยโทษสี่ ดังเช่นที่กล่าวมาไซ้ร อาจารย์ท่านขานไข สันนิบาตประกาศนาม เหตุล่วงอายุเดิม โทษหากเพิ่มเปนสองสาม โทษสี่ก็มีตาม มรณะโทษหากแปรปรวน เหตุลมกำเดาดี อุบัติแซกให้รันจวน เสมหะเลือดมิบังควร หากแซงแทรกดังนี้นา เปนเอกทุวันโทษ แลตรีโทษตามโรคา โทษสี่ย่อมมีมา มรณะโทษหากให้เปน เหตุนี้อาจารย์กล่าว สันนิบาตคือตัวเข็ญ ผู้แพทย์พึงตรองเห็น ซึ่งมูลโรคอย่าดูเบา

เบื้องนี้จะสำแดง ในโทษสองระคนเคล้า ผู้แพทย์จงจำเอา ในคัมภีร์ท่านกล่าวมา โทษสองเสมหะลม ย่อมนิยมให้พาธา ประเภทในกายา ถึงสิบฐานวิการมี ผู้ไข้มีกายชุ่ม ไปด้วยเหงื่อมักไหลรี่ เจ็บทั่วทั้งอินทรีย์ สิ้นทุกแห่ง บ ได้เว้น ให้หลับแลนอนนัก หนักเนื้อตัว บ ลุกเปน เจ็บเศียรมิได้เว้น มักเปนหวัดอยู่อัตรา ให้ร้อนอลวล เหงื่อไหลล้นโทรมหน้าตา แรงกายมัชฌิมา มักให้ไออยู่เนืองนิตย์ เพศไข้ดังนิยม เสลดลมระคนติด เจือให้วิปริต แพทย์พึงรู้ดังกล่าวมา ผิแพทย์จะใคร่แก้ ไข้เพื่อลมเสลดนา เอารากกำจายมา รากงวนหมูรากสะเดา ทั้งรากผีเสื้อใหญ่ รากพันงูจงเร่งเอา ลูกทุลังกาสาเล่า เถายอดด้วยทั้งเปลือกหิงคุ์ ลูกมูกมันเท่ากันตำ กินแก้ลมเสลดยิ่ง มีคุณอย่าพึงกริ่ง แก้โทษสองคลองเหือดหาย

๑ ภาคหนึ่งรากตาเสือ มะแว้งเครือมะเขือหมาย รากกล้าเข้าเหนียวกลาย รากถั่วแปบรากเป้งป่า หนึ่งเล่ารากเข้าสาร รากมะเขือขื่นเร่งหา รากแตงหนูขึ้นกลางนา ทั้งลูกเอ็นเปลือกมูกหลวง เท่ากันต้มให้กิน เสลดลมโทษทั้งปวง เสื่อมสูญคุณใหญ่หลวง โอสถนี้ดีนักหนา

๒ ภาคหนึ่งเอารากแสก แลไทรใหญ่นั้นก็ว่า รากเครือเขามันหมูป่า รากสัตบันรากหวายขม รากงวนหมูกุ่มน้ำ ทั้งโกฐสอดังนิยม จะกินเท่ากันต้ม ทั้งโรคลมเสมหะหาย

๓ หนึ่งเล่าเสมหะดี อันเจือกันวิกลร้าย โทษสองระส่ำระสาย ไข้วิบัติการราวี ผู้ไข้ให้ขมปาก มักตัวสั่นดังลงผี หลงเพ้อพูดพาที มักมิชอบชื่นน้ำใจ ให้เปนครู่หนึ่งร้อน ครู่หนึ่งเย็นมักให้ไอ อาการทั้งเจ็บไข้ เพราะเสมหะแลดีทำ ผิแพทย์จะแก้โทษ จงกำหนดโอสถตำ รากมะปรางแฝกหอมทำ ขมิ้นอ้อยขมิ้นชัน รากน้ำนองมะแว้งเครือ มะเขือขื่นต้นขยัน เมื่อจะกินยาพลัน เอาน้ำผึ้งเปนกระสาย

๑ ภาคหนึ่งรากขัดมอน ขิงแห้งร้อนแลรากหวาย ชิงช้าชาลีสาย มะแว้งต้นเอารากต้ม เสมหะระคนดี เพศดังนี้พึงนิยม โทษร้ายหายระบม แพทย์พึงต้มดังกล่าวมา

๒ หนึ่งเล่าเอากะดอม บอระเพ็ดงวนหมูป่า กรุงเขมาอีกรากหญ้า ตาตักแตนต้มเร็วพลัน แก้ไข้เปนเพื่อดี แก้เสมหะอันเจือกัน แก้รากอาเจียรนั้น ไข้เปนพิษวงตุ่มหาย

๓ หนึ่งลูกสมอไทย มะขามป้อมพิเภกหมาย แก้ดีเสลดร้าย แก้จักษุสัมประชวน ให้เห็นสว่างพลัน แก้เบานั้นหายปวดมวน เจริญธาตุอันแปรปรวน อีกโรคเลื่อนเกลื่อนหายสูญ

๔ หนึ่งเอาตรีผลา ทั้งดีปลีเจตมูล ลูกชีล้อมเทียนขาวหนูน เร่งประสมต้มให้กิน แก้ไข้ดีเสมหะ อันให้เหงื่อตกไหลริน ป่วงไข้ย่อมหายสิ้น ไฟธาตุหย่อนผ่อนเจริญ

จะกล่าวดีโลหิต วิปริตให้ฉุกเฉิน ผู้แพทย์อย่าหมิ่นเมิน จงรอบรู้ดูอาการ มักไข้ใจระทด มักรุ่มร้อนไม่สำราญ หมองจิตรคิดรำคาน มักก่อการสดุ้งใจ อาการสี่สิ่งเจียว พึงเฉลียวคิดแก้ไข เจือระคนให้บ่นไป ทุกวันคืนได้เคืองเข็ญ ผิแพทย์จะรักษา โกฐจุลาลำพาเพ็ญ หญ้าเกล็ดหอยผักเปดเบญจ์ ทั้งรากเอื้องสะเดาดิน จงเอาเถายอดด้วน เร่งประมวนตำแหลกสิ้น ละลายน้ำเย็นกิน มนทินโทษโลหิตสูญ

๑ ภาคหนึ่งรากอัญชัน เปลือกโมกหลวงผักปอดมูล เกสรบัวหลวงหนูน ดอกบุนนากรากมะซาง รากสามสิบกระดังงา อีกทั้งเถาวัลหญ้านาง ต้มกินโลหิตจาง ที่หมองหมางกลับกลายหาย

๒ หนึ่งเล่าเอาเถามวก จันทน์ทั้งสองแฝกหอมหมาย เกสรบัวทวาย รากมะซางรากรกฟ้า ชะเอมเทศเท่ากัน ต้มหรือแท่งตามปัญญา ละลายน้ำบุบผา น้ำอ้อยแดงน้ำจันทน์กิน แก้ไข้เพื่อโลหิต ติดเจือดีดับสูญสิ้น หยากน้ำบดให้กิน แก้พิศฝีแก้ตัวเบา แก้ไข้ถึงตรีโทษ ทั้งแก้รากดีบันเทา แก้ร้อนแก้ง่วงเหงา ชื่อสารถีธิจรนาม

๓ ภาคหนึ่งเอาดีปลี ตรีผลาผักปอดงาม รากกล้วยตีบมะรุมตาม รากหมากลิงจิงจ้อหลวง ต้มตัดน้ำผึ้งกิน สิ้นโทษดีเดือดทั้งปวง สันนิบาตวินาศร่วง ทั้งโทษบวมเสื่อมสูญเบา

๔ หนึ่งโสดระคนโรค เพื่อดีลมแลกำเดา เจือกันทั้งสามเล่า ย่อมเปนไข้วิการมา ขี้มักให้อยากน้ำ แลยอกเสียวเปนเวลา มักวิงเวียนหน้าตา มักให้กระวนกระวาย ให้ขัดซึ่งนาสิก เจ็บสีสะมิสะบาย ร้อนคอสะท้านกาย ทั้งโลมชาติ์ ขึ้นชูชัน มิให้น้ำใจชื่น สบายจิตรแต่สักวัน หนึ่งโสดทั้งกายนั้น ย่อมให้เจ็บทั่วทุกแห่ง ให้หนาวเปนพ้นนัก ไข้ดังนี้ท่านสำแดง โทษดีกำเดาแฝง ทั้งโทษลมระดมลาม ผู้แพทย์พิจารณา ซึ่งโรคาให้เห็นความ รากมะแว้งเอื้องควายดี บอระเพ็ดหนอนตายอยากมี เท่ากันต้มระดมไฟ เอาอุ่นให้ภุญชี ไข้เพื่อดีกำเดาไซ้ร ลมร้ายที่ภายใน ย่อมบันไลย วินาศสูญ

๑ หนึ่งโสดมะขามป้อม สมอไทยพิเภกพูน ทั้งราชพฤกษ์หนูน หนอนตายอยากข่าตาแดง รากมะกรูดเอาเท่ากัน ต้มเร็วพลันอย่าพึงแคลง แก้ดีกำเดาแผลง ฤทธิ์ร้ายลมระดมหาย

๒ ภาคหนึ่งชิงชาลี สิ่งเดียวดีต้มอย่าคลาย ขันทศกรละลาย น้ำผึ้งตัดเร่งดื่มกิน แก้ไข้เพื่อดีลม ดังนิยมเสื่อมสูญสิ้น ไข้เพื่อเสมหะกิน ซึ่งยานี้ดีบางเบา

เบื้องนี้จะนิพนธ์ โทษระคนทั้งสามเล่า ตรีโทษมิใช่เบา เคล้าระคนโทษทั้งสาม ปิตตะเสมหะลม ระดมเจือให้เกิดความ มะหาสันนิบาตตาม คัมภีร์แพทย์แต่ก่อนมา เหตุโรคประชุมพร้อม บ มีแพทย์พึงรักษา ผู้นั้นจะมรณา เพราะอาการฉนี้มี ให้ร้อนกระวนกระวาย ให้เจ็บกายทั่วอินทรีย์ เชื่อมมึนไม่สมประดี เย็นสะท้านทั้งกายา ภักตร์มีฉวีนวล ให้รันจวนเวียนหน้าตา อาหารที่ภุญชา ก็ย่อมน้อยถอยลงนัก หน้าตาปรากฎแดง ดังสีเลือดเห็นประจักษ์ สีกายย่อมแดงนัก ดังโลหิตก็ปูนปาน เจ็บคอแลเจ็บหัว ให้เจ็บหูเปนประมาณ เจ็บเร้ากำเริบสร้าน ทั่วทั้งกายไม่สะเบย ไม่อยากซึ่งเข้าปลา จะนิทรา บ หลับเลย ชิวหาที่ตนเคย กระหวัดได้ให้กระด้าง ซบเซาเช่นหาวนอน ให้เย็นร้อนเปนต่างๆ ตัวแดงแลเหลืองอย่าง ทาขมิ้นละลายสี ให้สุกแตกระแหง ดังหนึ่งแกล้งอังอัคคี หายใจไม่คล่องดี ทั้งเข้าออกขัดเคืองนัก ผู้ใดไข้เช่นนี้ ถึงโทษตรีเห็นประจักษ์ วางยาย่อมยากนัก แพทย์พึงรู้ดังพรรณา

หนึ่งโรคจะบังเกิด ด้วยเหตุหกเปนมูลมา อาหารผิดเวลา แลอิ่มนักจนเหลือการ หนึ่งเสพย์ซึ่งเมถุน มักมากมุ่นเหลือประมาณ กลางวัน บ วิจารณ์ นอนมากนักย่อมมิดี กลางคืนนอนมิหลับ หนึ่งมักโกรธมักโกรธี มูตรคูธผูกกลั้นมี พ้นเวลาโทษมะหันต์ เหตุหกผิใครมี โรคจะมีเปนแม่นมั่น ผู้แพทย์พึงสำคัญ เหตุเกิดโรคหกสถาน

หนึ่งเล่าเมื่อกล่าวความ โทษห้ามสิบเอ็จประการ แพทย์ผู้พยาบาล บอกผู้ไข้ให้พึงเว้น แรกไข้ปฐมเหตุ แต่วันหนึ่งเมื่อเดิมเปน ค่ำมืดเมื่อยามเย็น ห้ามผู้ไข้อย่าอาบน้ำ อย่าทาซึ่งของหอม เมถุนการอย่าพึงทำ อย่าขัดสริระร่ำ ระบมช้ำกำเริบ กายอย่าให้นอนกลางวัน ซึ่งการหนักอย่าพึงกลาย อย่ากอกโลหิต ร้าย ออกจากกายย่อมมิดี อย่าโกนซึ่งสีสะ หนวดเคราให้กรมฉวี อย่าโกรธพิโรธมี อย่าให้นอนตากแดดลม อย่ากินคาวมี่มัน ห้ามพึงเว้นอย่านิยม จากโทษอย่าพึงชม ผิเยียวยาจะพลันหาย ผิเว้นทิฐิถือ ประมาทหมิ่นจะใกล้กาย จะเสิบ กำเริบ ร้าย วิบัติโรคจะพูนทวี เปนไข้ทุวันโท แลตรีโทษย่อมจะมี ผู้แพทย์กล่าวคดี บอกผู้ไข้ให้พึงเว้น

หนึ่งกล่าวกำลังโรค แห่งสัตว์โลกให้พึงเห็น ซึ่งวันที่เกิดเปน วรรณโรคทุกหญิงชาย ทารกแรกวันเกิด สิบหกขวบให้พึงหมาย เสมหะระส่ำระสาย วิการกล้ากว่าทุกสิ่ง พึงรู้ในเหตุการ สิบหกปีแห่งชายหญิง จนสามสิบปียิ่ง กำเดาดีมัก วิการโลหิตระคนทำ กล้ากว่าโรคทุกสฐาน อุดหนุนเช่นชลธาร ผู้แพทย์พิจารณา สามสิบจนแก่เถ้า วาตาเข้ากระพือพา ดุจชลอันลี้ลา นำหน้าศึกสิ้นทั้งหลาย วาตานำหน้าโรค ให้วิกลวิการกลาย วางยากำหนดหมาย นิไสยโรคดังนี้เอง

หนึ่งแพทย์พึงฉลาด จงองอาจอย่ากลัวเกรง วิจารณ์ด้วยญาณเอง ให้แม่นยำประจักษ์ใจ ซึ่งวัยนั้นมีสาม ตามวิสัยสังเกตไว้ ประฐม มัชฌิม วัย จนที่สุดปัจฉิมมา วิจารณ์แจ้งโรคโสด จึงโอสถแต่งตามหา ปถมวัยทารกา สิบหกปีจนวันเดียว ผู้ไข้อย่าภุญชา รศหวานแลขมเปรี้ยว จะไว้อย่าดุจเดียว โรคพลันดับระงับสูญ เปนโรคเพราะเสมหะ กำเริบกล้าเปนเค้ามูล รู้แม่นจะพลันสูญ เพราะผู้แพทย์ฉลาดยา หนึ่งมัชฌิมวัย สิบหกไปอย่าภุญชา สรรพรศทั้งปวงนา อันเปรี้ยวฝาดแลเปรี้ยวเค็ม วางยาต้องหย่อนลด จงถอยถดอย่าเติมเต็ม กำเดาดีอันและลม ทั้งโลหิตก็พลันหาย หนึ่งปัจฉิมวัย สามสิบปีจนแก่กาย ห้ามกินสิ่งทั้งหลาย รศขมร้อนแลเค็มฝาด วาตานั้นกำเริบ ย่อมวิกลด้วยกองธาตุ ผู้แพทย์พึงฉลาด แต่งโอสถดูอาชา รู้ไว้ทั้งสามนี้ ดังคดีท่านกล่าวมา หมู่โรคประดุจกา เห็นธนูก็สูญหาย

หนึ่งโสดให้รู้แม่น รสสร้านทราบทั่วในกาย จงจำคำภิปราย จงเงี่ยโสตสดับฟัง รสขมทั้งปวงไซ้ร ย่อมทราบ ไปในผิวหนัง รสฝาดทราบมังสัง รสเค็มหวังทราบเส้นเอ็น รสเผ็ดแลแลรสร้อน ทราบกระดูก บได้เว้น รสหวานพึงให้เปน ย่อมซึมทราบลำไส้ใหญ่ รสเปรี้ยวทราบไส้น้อย รสเย็นหอมทราบหัวใจ รสมันนั้นเล่าไซ้ร ทราบที่ต่อข้อทั้งปวง ผู้แพทย์พิเคราะห์ยา ดูโรคาอย่าเหงาง่วง ซึ่งรสโรคทั้งปวง แต่งตามต้องคล่องพลันหาย

ผู้แพทย์อันวิจารณ์สมุฏฐานโรคทั้งหลาย อันเกิดแก่หญิงชาย เมื่อทารกปานกลางแก่ ทารกเพื่อเสมหะ สมุฏฐานให้ปรวนแปร ที่อยู่เสมหะแท้ อบอยู่เนื้ออาหารใน ขย้อนที่คอหอย ในอุระกระหม่อมไป ผู้แพทย์วางยาไซ้ร ด้วยประจุสำรอก หาย

ปานกลางเกิดเพื่อดี ที่อยู่มีดังกล่าวหมาย อันดีคนทั้งหลาย ตั้งอยู่เหนืออาหารเก่า ผิแพทย์จะให้เหือด โรคเพื่อเลือดดีกำเดา ด้วยรสยาหอมเอา ซึ่งรสขมรสสุขุม ผู้เถ้าเพื่อวาโย อันที่อยู่ตั้งประชุม เหนือคูธทวาร รุม เปนที่อยู่แห่งวาโย ผิแพทย์จะสังหรณ์ ด้วยยาร้อนสุขุโม วาตาวินาโส เพราะแพทย์ฉลาดเหมือนตาเห็น

หนึ่งแพทย์จะวิจารณ์ ซึ่งสถานประเภทเปน ทั้งสามให้พึงเห็น แห่งที่เกิดคนทั้งหลาย คือว่าบุคคลเกิด ๑ ที่น้ำจืดน้ำเค็มหมาย เปือกตมเปนมากมาย ชื่อว่ากัณห์ประเทศมี เกิดโรคเพราะเสมหะ แลลมแล่นล่วงวิถี กล้ากว่ากำเดาดี แลโลหิตสิ้นทั้งปวง ผู้แพทย์พึงแต่งยา แก้วาตาเสมหะร่วง โทษเปนอันใหญ่หลวง ก็จะดับไปพลันสูญ

ถ้าแม้นบุคคลเกิด ที่กรวดทรายศิลาพูน น้ำน้อยบไพบูลย์ หมู่ที่ตั้งเร่งสังเกต มีนามพึงบัญญัติ ชื่อสาคะระประเทศ ผิไข้ย่อมอาเภท เพื่อโลหิตกำเดาทำ กล้ากว่าเสมหะลม แลหมู่นี้จงจี้จำ แพทย์ดีมียานำ แก้โลหิตกำเดาหาย

หนึ่งโสตบุคคลเกิด ประเทศเลิศด้วยกรวดทราย เปือกตมศิลาลาย ทั้งน้ำจืดน้ำเค็มหนอง ชื่อสาธารณประเทศ ประเภทโรคย่อมมูนมอง ระคนเจือทั้งผอง ทั้งเลือดลมกำเดาดี เจือโทษทั้งเสมหะ วิบัติโรคทั้งปวงมี สรรพโรคย่อมยายี ยากยิ่งนักลำบากกาย รู้แม่นประเทศสาม แต่งยาตามจะพลันหาย ผู้แพทย์พึงกฎหมาย แน่แก่โรคจะพลันสูญ

หนึ่งแพทย์พึงรอบรู้ ให้ยาผู้คิลาน์ภูญช์ วิจารณ์โรคทั้งมูล จงพินิจโลหิตฉวี ผู้ไข้ผิวเนื้อขาว โลหิตราวรสหวานดี กอบยา กำหนดมี เผ็ดร้อนขมจึงพลันหาย

๑ ขาวเหลืองนั้นเลือดเปรี้ยว ใส่เกลือเจือให้มากหลาย ชอบโรคจะพลันหาย เพราะรู้แก้ประกอบนา

๒ ดำแดงเลือดนั้นเค็ม ห้ามซึ่งเกลือประกอบยา หายพลันอย่ากังขา พิเคราะห์แก้ให้ควรการ

๓ คนดำเลือดเค็มนัก แลเย็นหนักพ้นประมาณ โอสถอันรสหวาน จึงชอบโรคเร็วพลันสูญ

จะกล่าวเวลาไข้ โรควิสัยเปนเค้ามูล ผิโรคบังเกิดพูน กำเริบแรงเวลาใด ให้เจ็บให้จับจุก ให้เมื่อยขบตามวิสัย ผู้แพทย์สังเกตไว้ เวลานั้นเปนเค้ามูล จำได้เปนโฉลก แก่หมู่โรคพลันเสื่อมสูญ พลันหายพลันเห็นคุณ เพราะแพทย์รู้เพศไข้เปน แต่รุ่งไปจนเที่ยง เสมหะแลหากทำเข็ญ เที่ยงแล้วไปจนเย็น ยอแสง ค่ำเพื่อโลหิต ค่ำแล้วไปจนดึก วาตากล้าพัดเปนนิด เที่ยงคืนจนอาทิตย์ อุไทยสว่างอัมพรดี ธรรมดาโรควิสัย ดังนี้แลทั่วราตรี หญิงชายในโลกี ทั้งหนุ่มแก่แลปานกลาง เรียงกายเดิมเปนนิตย์ ทุกหญิงชายบ อ้างว้าง ปรกติ บ หมองหมาง เปนจำเภาะก็เหมือนกัน โรคเกิดให้วิบัติ ธาตุแลหากให้แปรผัน เจือปนระคนกัน ทีนั้นแลโรคกลับกลาย สมมุติตามคัมภีร์ โรคย่อมมีประเภทหลาย อาการมีมากมาย หากจะแจ้งตามเพศเปน ถ้าเช้าไปจนรุ่ง เสมือนทรางโรคคือเข็ญ โทษสี่หากให้เปน มรณะโทษยากนักหนา เปนแพทย์จงพินิจ กำหนดจิตรตามเวลา รู้แจ้งจึงแต่งยา ประกอบแก้ตามคัมภีร์ แพทย์จงกรุณา ผู้โรคาเข้ายายี ตรวจตราอย่าให้มี เหตุด้วยเผลอสตินา ผู้แพทย์จงวิจารณ์ พยาบาลให้นักหนา ดูเกร็ดมักลานตา หลงละเลิงหยิงหลักลอย รู้คัมภีร์รู้จักโรค รู้จักเกร็ดเหมือนรู้ฝอย เรื่องเกร็ดอาการน้อย บอกแก่ยาว่าร่ำไป คัมภีร์ท่านบอกโรค ทั้งมูลเหตุประเภทไข้ เปนแพทย์อย่าเบาใจ ด้วยเพศไข้คล้ายคลึงกัน

หนึ่งกล่าวประเภทไข้ ลักษณสามหากแปรผัน มีนามบัญญัตินั้น เรียกเอกโทตรีเป็นสาม ผิไข้เอกะโทษ เพื่อเสมหะท่านกล่าวความ ให้หนาวให้ครั่นคร้าม ให้ขนลุกขนแสยง จุกอกให้หลับไหล กิน บ ได้ระหวย แรง ฝ่าตีนมือ บ ได้แดง มักซีดเผือดกับเบาขาว ให้รากแลปากหวาน ดุจอาการดังท่านกล่าว เสมหะเข้าเปนเจ้า ของพึงรู้ในอาการ

หนึ่งไข้เพื่อกำเดา ให้ขมปากเปนประธาน ให้ร้อนยิ่งประมาณ ทั้งละเมอให้เพ้อคลั่ง ปวดเศียรดังจะแตก ให้อยากน้ำเปนกำลัง ตาตัวก็เหลืองทั้ง ภักตร์ก็เหลืองแลเบาแดง ฝีปากแลหน้าตา ให้ตึงชาแตกระแหง พิษไข้ให้ฟันแห้ง นอนมิหลับในกลางคืน กำเดาเอกะโทษ พึงสังเกตจงยั่งยืน อย่าหลงว่าเพศอื่น วางยาผิดไข้มักตาย

หนึ่งไข้เพื่อโลหิต ร้อนเปนพิษเร่งกระหาย ปวดหัวดังแตกตาย หน้าตาแดงแลเบาเหลือง มีหน้าแตกระแหง คือฟันแห้งแลท้องเฟื่อง โลหิตให้ขุ่นเคือง เปนเอกะโทษดังกล่าวมา

หนึ่งไข้เพื่อเพศลม โดยนิยมพึงวิจารณ์ อาการทั้งปวงนา บังเกิดโทษเมื่อไข้พลัน เพศลมเปนฉะนี้ เอกะโทษเปนสำคัญ ขนลุกแลขนชัน ย่อมให้หนาวสท้านเย็น ปวดเศียรเวียนหน้าตา มักโกรธาไม่ใคร่เว้น ในอกให้เคืองเข็ญ ให้เสียดแทงมิสบาย อยากน้ำ บ หยุดหย่อน ท้องเปนก้อน บ กระจาย ทุรนทุรายกาย ทั้งหายใจเข้าออกขัด จักษุแลเล็บเหลือง ไอแข็กๆดังเปนหวัด ปากฝาดเจ็บคางจัด เมื่อยตะไกรแลไอแห้ง โทษทั้งสิบห้านี้ ดังคัมภีร์ท่านสำแดง ผู้แพทย์พึงรู้แจ้ง เอกะโทษลมวิการ

หนึ่งกล่าวเพลาไข้ เอกะโทษพึงวิจารณ์ รุ่งพระสุริย์ฉาน บ่ายสามโมงบันเทาคลาย โทษบ่ายจนสองทุ่ม จึงค่อยส่างเบาบางหาย โทษสามหากจะร้าย จนไก่ขันล่วงสามยาม โทษสี่ชื่อมรณา ผิดเพลาอย่าพึงถาม อาการหากมีตาม คัมภีร์แพทย์สังเกตไว้

หนึ่งกล่าวทุวันโทษ อันเปนสองให้เกิดไข้ กำเดาเจือลมไซ้ร ย่อมให้หาวนอนสะท้าน ปวดหัวดังจะแตก ย่อมรุ่มร้อนเปนอาการ ต้องพรมชลธาร ให้เหงื่อออกระส่ำระสาย วิงเวียน บ มิศุข เพศดังนี้พึงกฏหมาย รู้แม่นจะพลันคลาย เพราะวางยาเฉภาะเปน เสมหะแลกำเดา โทษสองนี้ให้เคืองเข็ญ ให้หนาวแลให้เย็น ให้ขนลุกแสยงขน จุกอกหายใจขัด ให้กระหายให้ร้อนรน เหงื่อออกวิงเวียนวน ปวดเศียรระส่ำระสาย โทษเลือดแลกำเดา ทุวันโทษดังกล่าวหมาย วิจารณ์แจ้งพิปราย หายแปรผันพลันปลดเปลื้อง

หนึ่งลมแลเสมหะ ให้ปวดเสียวเสโทเฟื่อง หนาวสะท้านอยู่เนืองๆ ยิ่งด้วยร้อนให้วิงเวียน อาหารกิน บ ได้ โทษไข้หากเบียดเบียน ผู้แพทย์พึงมีเพียร ประกอบแก้ให้พองาม

หนึ่งเลือดแลกำเดา โทษทั้งสองให้เกิดความ ให้ร้อนดังเพลิงลาม ปวดหัวระส่ำระสาย ไม่หลับมักคลั่งเพ้อ ทั้งอาหารก็กินคลาย เห็นน้ำมักกระหาย โทษโลหิตกำเดาทำ ผู้แพทย์พึงสังเกต คุณประเวศวิเศษล้ำ เกียรติยศระบือซ้ำ สรรเสิญคุณ บ สูญหาย

เบื้องนี้จะบอกยา ทั้งเพลาบอกภิปราย กุลบุตร์แพทย์ทั้งหลาย จงเงียโสตสดับฟัง ผู้ไข้ทั้งหลายใด กำเริบกล้าทั้งปวงหวัง แต่รุ่งพระสุริยัง จนสามโมงจึงบางเบา เกิดโทษเพราะเสมหะ พึงให้แก้ให้บันเทา ตรีผลามักผ่าเอา ใบสะเดาฝักราชพฤกษ์ ยาดำแซกพอควร ประมวนต้มกินแต่ดึก เสมหะอันโหมฮึก เพลาเช้าเบาบางหาย

๑ ผู้ไข้สี่โมงเช้า จนเที่ยงเล่าจึงเสื่อมคลาย โลหิตระส่ำระสาย แพทย์ทั้งหลายพึงเยียวยา เอาลูกมะตูมอ่อน ทั้งจันทน์ขาวแห้วหมูนา หญ้าตีนนกขิงแห้งหา ฝักราชพฤกษ์เปลือกมูกมัน แก้ไข้เพื่อโลหิต วิปริตสี่โมงนั้น หายพลันเปนแม่นมั่น ดังโอสถกำหนดมา

๒ หนึ่งไข้ตั้งแต่บ่าย จนสามโมงอย่ากังขา กำเดาให้พาธา ย่อมข้องขัดวิบัติเปน ให้เอาหัวแห้วหมู ลูกสมอพิเภกเฟ้น ขิงแห้งจันทน์หอมเย็น จุกโร โกฐพุงปลาจุลา รากเสนียดหญ้าตีนนก ฝักราชพฤกษ์กระดอมมา ต้มแก้ไข้ในเพลา บ่ายสามโมงคงเหือดหาย

๓ หนึ่งไข้บ่ายสี่โมง จนเย็นค่ำท่านภิปราย โทษลมระส่ำระสาย จำเร่งแก้ด้วยสรรพยา ให้เอาสมอไทย รากช้าพลูขิงแห้งหา โรหินีดีปลีรา ฝักราชพฤกษ์ต้มให้กิน แก้ไข้บ่ายสี่โมง เกิดเพื่อลมระทมสิ้น ผู้แพทย์จงประคิน สิ้นเอกโทษดังกล่าวมา

๑ หนึ่งกล่าวทุวันท์โทษ เสมหะลมทั้งสองนา ย่อมไข้เว้นเวลา สองวันจับกลับนอนคราง แห้วหมูลูกชีล้อม ทั้งแฝกหอมอย่าได้หมาง รากเสนียดเร่งขุดพลาง บอระเพ็ดมะตูมอ่อน เปลือกประคำดีควาย ทั้งจันทน์ขาวเร่งสังวร กะดอมอย่าได้หย่อน สิ่งละสลึงอย่าพึงเว้น ตรีผลาแลสะค้าน สิ่งละสามสลึงเปน เนื้อราชพฤกษ์หวานเย็น หนักสองสลึงเฟื้องต้ม แก้ไข้เว้นสองวัน ย่อมหายพลันดังนิยม ชื่อปะโตลาธิอุดม นิคมโทษที่จับหาย

๒ หนึ่งชื่อปะโตลา ธิวาตะพึงภิปราย แก้ไข้เว้นวันหาย โทษเสลดกำเดาทำ ทุโทษอันยายี ยาย่อมมีวิเศษล้ำ ตรีผลาขี้กาทำ ทั้งขิงแห้งมะแว้งเครือ บอระเพ็ดมะขามป้อม เท้ายายม่อมจันทน์หอมเหลือ ฝักราชพฤกษ์กลิ่นเบื่อ ใบมะกาดีปลีต้ม แก้ไข้เว้นวันหาย แพทย์ทั้งหลายอย่าโง่งม โทษร้ายหายระทม โอสถนี้ดีนักหนา

๓ หนึ่งเล่าเอาขิงแห้ง ใบสะเดาตีนนกหญ้า กรุงเขมาแฝกหอมหา ฝักราชพฤกษ์รากเสนียด ปรุงต้มขมขื่นกิน แผ้วมนทินอันเบียฬเบียด เว้นวันอันเวียนเวียด ชื่อพิมพาธิคุณนา

๔ อังศฎางคุลีนาม ท่านกล่าวความบอกยามา ลมกำเดาให้พาธา ทุวันโทษให้ยายี ขิงแห้งแลโกฐสอ โกฐพุงปลาจุลาดี เทียนดำลำพันมี ทั้งดีปลีเปลือกง้าวขาว ต้มกินแก้โทษสอง อันมนหมองกำเริบร้าว หายพลันดังท่านกล่าว เช้าเย็นอุ่นมุ่นหมกกิน

๕ หนึ่งเล่ากำเดาเสลด อาโปเพศเพื่อมนทิน ขิงแห้งแห้วหมูกิน หญ้าตีนนกจุกโรหินี จันทน์ขาวขี้กาแดง มะขามป้อมแลดีปลี ใบมะการาชพฤษี พึงเก็บต้มเร่งกินหาย

๖ หนึ่งไข้เพื่อเตโช วิกาโรมิสบาย ตรีโทษวิการร้าย เสลดลมกำเดาป่วน โกฐสอโกฐพุงปลา โกฐจุลาก้านพร้าวควร เทียนห้า เร่งประมวน น้ำประสานทองหว้านน้ำ ขิงแห้งรากไคร้เครือ สมอเทศวิเลศขำ ดีปลีเปลือกง้าวดำ จันทน์ขาวพิมเสนชะมด ทำแท้งฝนให้กิน แผ้วมนทินที่ปรากฎ สูญหายคลายเสื่อมหมด ชื่ออัศฎางคุลีนาม

๗ หนึ่งเล่าพึงเร่งต้ม ดังนิยมท่านกล่าวควา ตรีโทษอันลุกลาม ด้วยเสลดกำเดาร้าย ให้เอารากขัดมอน เกสรบัวหลวงทวาย บุนนากแห้วหมูหมาย หญ้าตีนนกขี้กาแดง รากมะแว้งเท้ายายม่อม ทั้งจันทน์หอมแลขิงแห้ง รากผักชีอย่าแคลง ตรีผลาแลแฝกหอม โกฐก้านพร้าวโกฐจุลา ประสานทองปรุงให้พร้อม ราชพฤกษ์อย่าได้ถ่อม ทั้งสามฝักรากเสนียด มะตูมอ่อนใส่หม้อต้ม โดยนิยมจงเร่งเจียด ตรีโทษอันเบียฬเบียด เจียดต้มกินหายสิ้นสูญ

๘ หนึ่งโสดอาการธาตุ วิปลาศไม่สมบูรณ์ พิมพาธิคุณคูณ อันอุดมเร่งต้มกิน ให้เอาใบสะเดา กรุงเขมาแฝกหอมกลิ่น โกฐจุลาพึงประคิน หญ้าตีนนกโกฐก้านพร้าว รากเสนียดแลกะดอม ทั้งราชพฤกษ์ฝักยาว ขิงแข้งเพ็ดสามหาว ต้มกินพลันทันทีหาย

(ธาตุวิวรณ์ ผูก ๑ จบสิ้นฉบับเท่านี้)
**********************************


footer