head

ล็อกอิน

ทำเนียบหมอพื้นบ้านจังหวัดเลย

ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสังคม มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สำรวจเมื่อ ๗-๙ มีนาคม ๒๕๕๑

๑. นายเวี่ยง คำบุ
อยู่บ้านเลขที่ ๒ บ้านหนองคัน ตำบลหนองคัน อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
ภูมิลำเนา เป็นคนในพื้นที่โดยกำเนิด
อายุ ๘๓ ปี
อาชีพ เมื่อก่อนทำไร่ทำนา เดี๋ยวนี้จักตอกสานสิ่งของต่างๆ
เส้นทางสู่หมอยา
- สนใจการเป็นหมอพื้นบ้านจากตา ของนายเวี่ยง คำบุ เอง และเรียนรู้ความรู้การเป็นหมอพื้นบ้านมาจากท่าน
- แนวคิดในการรักษาคืออยากช่วยคนที่เจ็บป่วย โดยมีค่ารักษาตามแต่ศรัทธา
- เป็นหมอพื้นบ้านมาแล้วประมาณ ๔๐-๕๐ ปี โดยเรียนรู้การเป็นหมอพื้นบ้านมา ๑๐ ปี ก่อนที่จะรักษาผู้ป่วยคนแรก
- ผู้ป่วยคนแรกที่รักษา เป็นคนในหมู่บ้าน โดยมาให้รักษาการเจ็บปวดแขน ขา รักษาโดยการเป่า และใส่น้ำมัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มาให้รักษาเป็นคนในพื้นที่
- นายเวี่ยง คำบุ เป็นหมอพื้นบ้านที่ชำนาญด้านการเป่าและใส่น้ำมัน รักษาโรคกระดูก ปวดเส้นปวดเอ็น การอยู่ไฟของหญิงที่คลอดใหม่ๆ ด้วยยาสมุนไพรนำมาต้มให้กิน
- นายเวี่ยง คำบุ ยังไม่มีการถ่ายทอดให้ผู้อื่น เพราะลูกหลานไม่ค่อยสนใจ และคนในปัจจุบันหันไปพึ่งแพทย์/ยาแผนปัจจุบันหมด แต่ก็มีแนวคิดที่ว่าอยากให้มีคนสนใจมาสืบทอดเพราะอยากให้มันคงอยู่ไปนานๆ แต่ปัจจุบันกลับถูกมองข้ามไป
การรักษา
เมื่อมีคนมารักษาก็จะมีการวินิจฉัยโรค ด้วยการสอบถามเบื้องต้นว่าเป็นอะไรมา จากนั้นตรวจสอบอาการ สภาพภายนอกที่ปรากฏ ก็จะทำการรักษา โดยถ้าปวดเส้น ปวดเอ็นบริเวณใดมาก็จะทำการเป่ารักษาและใช้น้ำมันทา ส่วนการรักษาผู้หญิงหลังคลอดด้วยการอยู่ไฟนั้นจะเป็นยาต้มรากไม้ให้กิน
โดยจะแบ่งยาเป็นยาที่ใช่ในการเป่าเพื่อรักษาอาการเบื้องต้น และเป็นการรักษาด้วยน้ำมันที่ลงด้วยมนต์ (น้ำมันงา) ทาตามบริเวณที่ปวด ส่วนยาต้มกินจะเป็นการรักษาโรคทั่วไปเช่น ไข้ การอยู่ไฟของผู้หญิงหลังคลอด
ข้อห้าม (ข้อขะลำ) ในการเป็นหมอสมุนไพร เช่น การเก็บยาสมุนไพรจะต้องเก็บวันอังคารและวันอาทิตย์เท่านั้น เป็นต้น
โดยรูปแบบการเก็บยาคือ เมื่อหาสมุนไพรมาก็จะนำมาหั่นแล้วตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเก็บ บางส่วนทำเป็นมัดเพื่อจำหน่ายและรักษาผู้เจ็บป่วย
โรคและการใช้ยา
โรคปวดเส้นปวดเอ็น แขนหัก ขาหัก จะใช้น้ำมันงาลงมนต์รักษา
รักษาการโดยการอยู่ไฟของหญิงหลังคลอด จะใช้ยาต้มโดยเป็นยาต้มรากไม้ เช่น ไม้แห้งกวาง ไม้หลังดำ ไม้หองขวน ไม้ช้างนาว มาต้มกินเรื่อยๆ เป็นต้น

๒. นายทองเรียน ซาภักดี
อยู่บ้านเลขที่ ๓๖ บ้านใหม่พัฒนา ตำบลแก่งศรีภูมิ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
ภูมิลำเนา เป็นคนในพื้นที่โดยกำเนิด
อายุ ๖๘ ปี
อาชีพ ทำไร่ทำนา
เส้นทางสู่หมอยา
- สนใจการเป็นหมอพื้นบ้านเพราะมันสามารถรักษาโรคได้จริง ด้วยการทดลองเรียนรู้ด้วยตนเอง (รักษาตัวเอง ที่เป็นโรคหนองใน)
- แนวคิดในการรักษาคืออยากรักษาตนเองและรักษาคนในครอบครัว รวมถึงอยากช่วยคนที่เจ็บป่วย โดยมีค่ารักษาตามแต่ศรัทธา
- เป็นหมอพื้นบ้านมาแล้วประมาณ ๔๐ ปี
- ผู้ป่วยคนแรกที่รักษา เป็นคนในครอบครัว โดยมาให้รักษาโรคมะเร็ง
- นายทองเรียน ซาภักดี เป็นหมอพื้นบ้านที่ชำนาญในการรักษาโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น มะเร็ง หนองใน นิ่ว เป็นต้น
- นายทองเรียน ซาภักดี ยังไม่มีการถ่ายทอดให้ผู้อื่น
การรักษา
เมื่อมีคนมารักษาก็จะมีการวินิจฉัยโรค ด้วยการสอบถามเบื้องต้นว่าเป็นอะไรมา จากนั้นตรวจสอบอาการ สภาพภายนอกที่ปรากฏ ก็จะทำการรักษาโดยส่วนมากจะทำการรักษาด้วยการให้กินยาต้มสมุนไพรต่างๆ กินจนกว่าจะหาย โดยไม่มีการแบ่งยาเป็นยารักษาอาการต่างๆ แต่จะมีการรวบรวมตัวยาสมุนไพรหลายๆตัวเข้าด้วยกัน แล้วก็ให้กินจนกว่าจะหาย
ข้อห้าม (ข้อขะลำ) ในการรักษาด้วยหมอพื้นบ้านของผู้ป่วยโรคตืดเชื้อต่างๆ ก็คือห้ามทานพวกของหมักดอง ปลาร้า ส้มตำเป็นต้น
โดยรูปแบบการเก็บยาคือ เมื่อหาสมุนไพรมาก็จะนำมาหั่นแล้วตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเก็บใส่ถุงปุ๋ยไว้ บางส่วนทำเป็นมัดเพื่อจำหน่ายและรักษาผู้เจ็บป่วย (ราคาเบื้องต้น ราคามัดละ ๒๐ บาท)
โรคและการใช้ยา
โรคติดเชื้อต่างๆ จะมียาที่ใช้ฆ่าเชื้อ เช่น ใช้หัวสับปะรด ไม้มะเฟือง เป็นต้น เพราะจะเป็นยาฆ่าเชื้ออย่างดี

๓. นายไหล สุทธิคีรี
อยู่บ้านเลขที่ ๕๓ บ้านแก่งบง ตำบลหนองคัน อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
ภูมิลำเนา เป็นคนในพื้นที่โดยกำเนิด
อายุ ๗๔ ปี
อาชีพ ทำไร่ทำนา
เส้นทางสู่หมอยา
- สนใจการเป็นหมอพื้นบ้านเพราะเห็นพ่อเป็นหมอนวดสามารถรักษาได้จริง โดยเรียนรู้การเป็นหมอนวดมาจากพ่อ อีกอย่างชอบการนวดแผนโบราณโดยส่วนตัวด้วย
- แนวคิดในการรักษาคืออยากรักษาตนเองและรักษาคนในครอบครัว รวมถึงอยากช่วยคนที่เจ็บป่วย โดยมีค่ารักษาตามแต่ศรัทธา
- เป็นหมอพื้นบ้าน(หมอนวด)มาแล้วประมาณ ๔๐-๕๐ ปี โดยใช้เวลาเรียนรู้มาประมาณ ๗ ปี จึงลงมือรักษาผู้ป่วยคนแรก
- ผู้ป่วยคนแรกที่รักษา เป็น อส. สาลี โดยมาให้รักษาจากการปวดแขน เนื่องจากไปแบกไม้อย่างหนักจนเคล็ดขัดยอก กล้ามเนื้ออักเสบ คนแรกนี้ใช้เวลารักษาในการนวดถึง ๖ ครั้งอาการจึงทุเลา
- นายไหล สุทธิคีรี เป็นหมอพื้นบ้านที่ชำนาญในการเป็นหมอนวด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาให้รักษาก็เป็นคนแถวบ้านหนองคัน และบ้านบริเวณใกล้เคียง จากพื้นที่อื่นก็พอมีบ้างประปราย
- นายไหล สุทธิคีรี ยังไม่มีการถ่ายทอดการเป็นหมอนวดแผนโบราณให้ผู้อื่น เพราะคนสมัยนี้ไม่ให้ความสนใจกลับละเลยภูมิปัญญาในการรักษาแบบโบราณเหล่านี้ไป
การรักษา
เมื่อมีคนมารักษาก็จะมีการวินิจฉัยโรค ด้วยการสอบถามเบื้องต้นว่าเป็นอะไรมา จากนั้นตรวจสอบอาการ สภาพภายนอกที่ปรากฏ ก็จะทำการรักษาโดยส่วนมากจะทำการรักษาด้วยการนวดเบาๆ เหยียบเบาๆ โดยไม่มีการใช้นาสุนไพรเลยแม้แต่ชนิดเดียวใช้แต่การนวดเพียงอย่างเดียว
โรคและการใช้ยา
โรคที่ส่วนใหญ่คนมาให้รักษาเป็นโรคเกี่ยวกับการปวดเส้นปวดเอ็น จะใช้การรักษาด้วยการนวดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ยาสมุนไพรเลย

๔. นายบัว มุกดาหาร
อยู่บ้านเลขที่ ๑๓ บ้านนาดินดำ ตำบลแก่งศรีภูมิ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
ภูมิลำเนา เป็นคนจังหวัดมุกดาหารโดยกำเนิด โดยย้ายตามครอบครัวมาที่นี้
อายุ ๗๗ ปี
อาชีพ เลี้ยงควาย
เส้นทางสู่หมอยา
- สนใจการเป็นหมอพื้นบ้านเพราะเห็นพี่ชาย และพ่อเก่งในเรื่องการเป็นหมอเป่ารักษาคนที่ถูกงูกัด จึงเกิดความสนใจและเรียนรู้ตามพี่ชาย และพ่อ โดยเรียนรู้มาตั้งแต่ อายุ ๑๖ ปี
- แนวคิดในการรักษาคืออยากรักษาคนที่ได้รับความเจ็บป่วย โดยมีค่ารักษาตามแต่ศรัทธา โดยเบื้องต้นจะมีค่าครูคือ ๖ บาท เหล้า ไข่สด เทียน ๑ คู่ เหรียญ ๑ คู่ ดอกไม้ ๕ คู่
- เป็นหมอพื้นบ้านมาแล้วประมาณ ๕๐ กว่าปี
- ผู้ป่วยคนแรกที่รักษาเป็นภรรยาของตัวเอง โดยรักษาภรรยาที่ถูกงูกัดด้วยการเป่า และให้อาบน้ำที่ผสมสมุนไพร
- นายบัว มุกดาหาร เป็นหมอพื้นบ้านที่ชำนาญในการรักษาเป่าผู้ที่ถูกงูกัด แขนหัก ขาหัก นอกจากนี้ยังสามารถรักษาโรคอื่นๆ ได้อีกด้วยเช่น ไข้หวัด นิ่ว โรคกระเพาะ เป็นต้น
- นายบัว มุกดาหาร ได้มีการถ่ายทอดความรู้การเป็นหมอพื้นบ้านให้กับลูกชาย และลูกเขย ซึ่งมีความสนใจ ทั้งสองก็สามารถรักษาคนได้บ้างพอสมควร
การรักษา
เมื่อมีคนมารักษาก็จะมีการวินิจฉัยโรค ด้วยการสอบถามเบื้องต้นว่าเป็นอะไรมา จากนั้นตรวจสอบอาการ สภาพภายนอกที่ปรากฏ
โดยการแบ่งยาเป็นยารักษาอาการต่างๆ ในการรักษาโดยส่วนมากจะทำการรักษาด้วยการเป่าด้วยเหล้าขาวลงมนต์ ตามด้วยการอาบน้ำที่ผสมยาสมุนไพรต่างๆ ส่วนผู้ป่วยที่มีการแขนหัก ขาหัก จะรักษาด้วยการทาน้ำมัน (น้ำมันงา) ลงมนต์ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอื่นๆ เช่น ไข้หวัก นิ่ว กระเพาะ ก็จะใช้การรักษาด้วยยาต้มเป็นส่วนใหญ่
ข้อห้าม (ข้อขะลำ) ในการรักษาด้วยหมอพื้นบ้านของผู้ป่วยที่ถูกงูกัด คือต้องห้ามกินไก่ กินไข่ กบ เขียด ผักสีเขียว
โดยรูปแบบการเก็บยาคือ เมื่อหาสมุนไพรมาก็จะนำมาหั่นแล้วตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเก็บใส่ถุงปุ๋ยไว้ บางส่วนทำเป็นมัดเพื่อจำหน่ายและรักษาผู้เจ็บป่วย (ราคาเบื้องต้น ราคามัดละ 20 บาท)
โรคและการใช้ยา
โรคจากการถูกงูกัด
- รักษาด้วยเป่าเหล้าลงมนต์
- ยาอาบ จะใช้ เสลดพังพอน พญางู นาตราช นำมาฝนใส่น้ำอาบ
โรคนิ่ว
- รากไฟปลา
- ดังไม้ฮวก
โดยนำทั้งสองมาต้มกินขับนิ่ว
โรคกระเพาะ
- ไม้กอกดอน
- ต้นจะนางแดง
โดยนำทั้งสองมาต้มกิน
ขาหัก แขนหัก
- รักษาด้วยน้ำมัน (น้ำมันงา) ลงมนต์

๕. นายทัน วงคำโสม
อยู่บ้านเลขที่ ๑๔ บ้านสำราญ หมู่ที่ ๗ ตำบลท่าศาลา อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
เกิดที่บ้านโพนพง ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
อายุ ๗๑ ปี
อาชีพปัจจุบันคือ ขายยาสมุนไพรอยู่ที่บ้าน
รักษาคนเพราะอยากช่วยคน
เป็นแพทย์ประจำตำบลคนแรกของตำบลท่าศาลา
เส้นทางสู่หมอยา
- เริ่มเรียนแพทย์แผนโบราณตั้งแต่ตอนเริ่มบวชเป็นเณร อายุ ๑๕ ปี
- ได้รักษาคนครั้งแรกตอนอายุ ๒๐ ปี
- เริ่มรักษาก่อนภรรยาตนเอง เนื่องจากป่วย เป็นไข้(ผิดกรรม) หลังจากนั้นก็มารักษาลูกตนเอง ต่อมาก็เป็นญาติพี่น้อง สมัยนั้นโรงพยาบาลภูเรือก็ไม่มี ตำบลสานตมกับตำบลท่าศาลายังไม่มี
- เริ่มเรียนกับครูคนแรกคือ นายตาล ศรีบุรินทร์ ครูคนที่สองคือ นายเกาะ ทองปั้น(พ่อยายเหรียญ บ้านน้ำทบ ตำบลปลาบ่า) ครูคนที่สามคือ พระครูนำแท่ง ที่ด่านซ้าย ได้ตารามาเพราะ ท่านเห็นว่าเป็นเณรน้อยจึงได้ตำรามา
- ได้เป็นแพทย์ประจำตำบลปี พ.ศ.๒๕๑๐ ทางจังหวัดส่งไปอบรมที่กรุงเทพฯ อบรมอยู่ ๑๗ วัน ทางกรุงเทพฯก็แจกหนังสือยาแผนปัจจุบัน และยาแผนโบราณ
- ปี ๒๕๑๗ ทางจังหวัดเรียกตัวไปสอบยา ติดตามผลที่ไปอบรมมา ๑๗ วัน ไปอบรมหัดฉีดยาฉีดวัคซีน เมื่อกลับมาส่วนมากก็จ่ายยา ไม่ค่อยใช้การฉีด จะฉีดเฉพาะเวลาทางจังหวัดส่งยาวัคซีนมาให้
- เกษียณปี พ.ศ.๒๕๔๐ รวม ๓๐ ปี ปัจจุบันก็ยังรักษาคนอยู่
- ปัจจุบันไม่มีใครสามารถสืบทอดวิชา
- เคยมีพวกหมอ พยาบาลอนามัย ลูกหลานมาเรียนแต่ไม่มีใครสำเร็จเพราะผู้ที่เรียนไม่รู้จักสมุนไพรจึงไม่มีใครสืบทอด “อยากเผยแพร่วิชาอยู่ บ่ได้ห่วงวิชาหรอก” ไม่อยากให้มันสูญหาย สิ่งที่บ่จำเป็นอย่าให้มันไปสอดทางอำเภอบอกต่อกันไปชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วเหลนเพราะไปรักษามันเปลืองค่าใช้จ่าย
การรักษา
- สมุนไพรที่ใช้รักษาคนไข้ส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่ลูกหลานเก็บมาให้เพราะปัจจุบันไปหาสมุนไพรเองไม่ไหว สมุนไพรส่วนหนึ่งเป็นสมุนไพรที่เก็บตามหมู่บ้าน
- สมุนไพรที่มาจะฝานตากจนแห้งและเก็บเป็นถุงเป็นมัดไว้
- ไม่เคยเรียกร้องค่ารักษากับผู้ที่มาเอายาแล้วแต่จะตอบแทนเพราะครูที่สอนไม่ให้เรียกร้อง และส่วนตัวเองอยากให้ผู้ป่วยหายป่วย
- มีความชำนาญ
๑. โรคนิ่วไต นิ่วกระเพาะ
๒. โรคริดสีดวงทวารหนัก
- มีคนมาเอายาจากทั่วสารทิศ เช่น พิษณุโลกแถบอำเภอวังทอง อำเภอเนินมะปราง เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา นครราชสีมา หนองคาย อุดรธานี
ข้อขะลำ
การหาสมุนไพร
- จะออกหาสมุนไพรในวันอังคาร พฤหัสบดี และวันเสาร์เท่านั้น
- ถ้าเก็บสมุนไพรในวันอังคารจะดีที่สุด
- ถ้าช่วงฤดูแล้งใบไม้ร่วง ตัวยาสมุนไพรจะอยู่บริเวณ ราก
- ช่วงเริ่มฤดูฝนหรือใบไม้ผลิ ตัวยาสมุนไพรจะอยู่บริเวณ ส่วนบนของต้นหรือยอด
- ช่วงฤดูฝน ตัวยาสมุนไพรจะอยู่บริเวณ ลำต้น
- ก่อนที่จะตัดสมุนไพรต้องปลุกยาสมุนไพรหรือขอก่อน
หมอยา
- ห้ามเรียกร้องค่ารักษาใดๆ ทั้งสิ้น
- ต้องมีการกราบไหว้บูชาครูทุกครั้งที่ทำการรักษา โดยใช้เทียน ๑ คู่ ดอกไม้ ๑ คู่
ผู้ที่รับการรักษา
- ห้ามกินเครื่องดองของเมาทุกชนิดในช่วงการรักษา

๖. นายดา คำมะนิตย์
ข้อมูลพื้นฐาน
อยู่บ้านเลขที่ ๓๒ บ้านนาน้อย หมู่ที่ ๓ ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
ที่อยู่ดั้งเดิม บ้านม่วงไข่ ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
มาอยู่พื้นที่ปัจจุบัน เพราะแต่งงานมาอยู่กับภรรยาที่บ้านนาน้อย
อายุ ๖๔ ปี
อาชีพ หาสมุนไพร, เลี้ยงสัตว์ (ควาย) บนป่าภูหลวง
เส้นทางสู่หมอพื้นบ้าน
- เรียนตอนอายุ ๔๐ ปี (พ.ศ.๒๕๒๕) เรียน
- เป็นหมอพื้นบ้านมา ๒๕ ปี เริ่มเป็นหมอพื้นบ้าน ปี ๒๕๒๕
- รู้จักสมุนไพรจากการดูตำราและเข้าป่าบ่อย เมื่อพบสมุนไพรจึงนำมารักษา
- เริ่มรักษาลูกหลานก่อน เนื่องจากลูกหลานป่วย จึงหาสมุนไพรมาต้มให้กิน
- มีความสนใจด้านหมอพื้นบ้าน เพราะ อยากรู้และสืบทอดวิชาความรู้ไว้
- ความคิดในการมาเป็นหมอพื้นบ้าน เพราะอยากช่วยคน และเพื่อรักษาลูกหลาน
- ศึกษา/ใช้ความรู้ด้านหมอพื้นบ้านมาจาก การเรียนกับตาเซียนที่เป็นคนที่รู้จักและศึกษาตำราอาศัยการท่องจำประกอบกับเข้าป่าบ่อย
- มีแนวคิดในการรักษา เพราะ อยากช่วยคน,รักษาลูกหลาน
- ส่วนใหญ่สมุนไพรที่นายดาจะเก็บมาจากป่าภูหลวง ส่วนหนึ่งจะเป็นสมุนไพรที่นำมาปลูกไว้ที่บ้าน
- เมื่อเก็บสมุนไพรมาจากป่าแล้ว จะนำมาฝานเป็นชิ้นเล็กแล้วตากแดดจนแห้ง แล้วเก็บใส่ถุง เมื่อมีคนมาซื้อก็จะจัดให้เป็นมัดๆ
การรักษา
- คนที่มารักษา จะเป็นคนในชุมชน/ญาติพี่น้อง ลูกหลานและคนต่างพื้นที่
- ชำนาญการจัดยาสมุนไพร ประเภทยาต้ม
- โรคที่รักษาแล้วประสบความสำเร็จมากได้แก่ โรคเบาหวาน,โรคนิ่ว
- นายดา คำมะนิตย์ ไม่มีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ใดเพราะไม่มีใครมาเรียน แต่ก็อยากถ่ายทอด
- การวินิจฉัยโรค นายดา จะถามผู้ป่วยว่าเป็นอะไรแล้วจึงจัดยาตามอาการ
- นายดา บอกว่าไม่ถนัดการตรวจอาการของโรคแต่จะถนัดการจัดยาให้มากกว่า
ข้อขะลำ
- การเก็บสมุนไพรจากป่า นายดาเก็บสมุนไพรเฉพาะวันอังคาร
- ผู้ที่รับการรักษาห้ามกินเครื่องดองของเมาทุกชนิด

๗. นายกา พุทโป้
ข้อมูลพื้นฐาน
อยู่บ้านเลขที่ ๒๗ หมู่ที่ ๑ บ้านสานตม ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
เกิดที่บ้านสานตม
อายุ ๖๘ ปี
อาชีพปัจจุบันคือ ขายยาสมุนไพรอยู่กับบ้าน
เส้นทางสู่หมอยา
- มีความสนใจเพราะคิดว่าเรียนไปอาจได้ค่าตอบแทนจากการรักษา
- ปัจจุบันรักษาเพราะอยากได้บุญ
- เริ่มเรียนรู้สมุนไพรเมื่ออายุ ๔๒ ปี
- เรียนรู้เรื่องสมุนไพรกับลุงของตนเองคือ หมอแวว วงค์คำโสม(ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)อยู่บ้านโพนผล ตำบลสานตม โดยจะเป็นคนติดตามหมอแววและเป็นคนเก็บสมุนไพรให้จึงรู้จักสมุนไพรหลายชนิด
- ไม่อยากถ่ายทอดความรู้ เนื่องจากมีผู้มาเรียนแล้วไม่รู้จักต้นสมุนไพร
- ปัจจุบันจึงไม่ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องแพทย์พื้นบ้านไว้ให้ผู้ใด
การรักษา
- วินิจฉัยโรคเองไม่ได้ แต่สามารถจัดยาให้ได้ เพราะไม่ได้เรียนการวินิจฉัยโรคมา
- ผู้ที่จะมาเอายาต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลมาก่อนแล้วก็มาบอกจึงจะจัดยาให้ได้
- มีความชำนาญ
๑. โรคเอดส์ นายก้าบอกว่าสามารถรักษาผู้ที่ป่วยโรคเอดส์ได้
๒. โรคนิ่ว
- หาสมุนไพรจากภูหลวงและป่าชุมชนบ้านม่วงไข่
- สมุนไพรบางส่วนจะนำมาปลูกไว้ที่บ้าน
- เมื่อเก็บหรือตัดสมุนไพรมาแล้วจะนำมาฝานใส่กระจาดตากแดดไว้ เมื่อมีคนมาขอยาก็จะมัดให้ โดยยาที่รักษาแต่โรคจะประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิดประกอบกัน
ข้อขะลำ
การหาสมุนไพร
- จะออกหาสมุนไพรในวันอังคารและวันพฤหัสบดีเท่านั้น
- ก่อนจะตัดหรือเก็บสมุนไพรจะมีการบอกหรือปลุกสมุนไพรว่า จะเอาสมุนไพรไปรักษาคน ขอให้ผู้ที่รับการรักษา หายจากอาการป่วย เป็นต้น
- ผู้ที่รับการรักษาห้ามกินเครื่องดองของเมาทุกชนิด

๘. นางดิน นาราศรี
ข้อมูลพื้นฐาน
อายุ ๗๑ ปี
เป็นหมอยามาตั้งแต่อายุ ๔๐ ปี อาชีพทำนา เอาสมุนไพรไปขายตลาด
เส้นทางสู่หมอยา
คนแรกที่รักษาพี่สะใภ้ เป็นอัมพาตครึ่งตัวรักษาโดยใช้ยาประคบควบคู่กับเป่ามนต์ คาถา
เคล็ด เวลาไปเอาสมุนไพร ตามป่า ภู ก็ไหว้ขอเอาโดยมีคาถา ที่เรียนมาจากพระอาจารย์กาดมรณภาพแล้ว)
ค่าคาย (ค่าครู ) ๗ บาท
การเรียนรู้ ลองไปหามาแล้วก็เอามาต้มกิน ก็หาย เอามาต้มให้ญาติพี่น้องกิน เอาไปขายเขาก็ว่าดี (เป็นการทดลองและการจำสรรพคุณยาด้วยตนเอง)
ผ่านการอบรม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพร กับหมอยาสมุนไพรคนอื่นๆ จากโรงพยาบาลภูเขียว
ฝันเห็นมีคนมาบอกสูตรยารักษาโรค ไม้ที่เป็นยาตามป่าก็ลองไปหามาทดลองดู(ยาผีบอก)
การเก็บรักษายา หลังจากไปเก็บยามาแล้วก็เอามาฟันแล้วตากให้แห้ง เก็บยาไว้ในถุง ตะกร้า กระเป๋า ( เตรียมไปขาย)
สมุนไพรส่วนใหญ่เอามาจากป่า จากภู ที่ปลูกที่บ้านก็มี ว่านริดสีดวง ว่านม้า จันได
แนวคิด .... ยายบอกว่า “ ...เคยไปรักษาคน ไปบีบไปนวดให้จนเหนื่อย บางคนไม่ให้เงินสักบาท ก็รุ้สึกเหนื่อย คิดว่าเอายาไปขายดีกว่า ได้เงิน ”
..... คนแถวบ้านเดียวกันเขามาเอาไปต้มกินเฉยๆ เพราะเขาขี้งก เขียมเงิน เอาไปขายบ้านอื่นเขาให้เงินทั้งนั้น....
...ส่วนใหญ่ยายจะเอาไปขายมากกว่า....
สูตรยาสมุนไพร
- กำแพง ๗ ชั้น แก้เลือดแก้ลม
- รากพุทรา รากย่านาง หม้อน้อย กำแพง ๗ ชั้น เกล็ดลิ้น หินส้ม ฝนแก้เบื่อ อาเจียน ท้องร่วง แก้เมา
- ปากเบี้ยว เอาน้ำมันนวด บีบ + เป่ามนตร์
- ปวดหัว แก่นไม้มะขามป้อม ต้มดื่ม
- สบู่เลือด แก้เลือดลม แก้ตัวซีดเหลือง
- ว่านหอยกีบกี้ แก้ริดสีดวง
- เครือหวายซอยรอยผสมกับไม้ดีหมี แก้ดีซ่าน
- หมากเดยหิน+โคนผักหนาม+รากแขม+หญ้าไทร ตากแดดแล้วนำมาต้มกิน รักษาโรคนิ่ว
- ขมหวานจ้อ แก้ฝี
- ไม้ส่องฟ้า แก้เจ็บตา เอามาผูกไว้กับร่างกาย
- แก่นฝางแช่ในน้ำผึ้ง เอามาหยอดใส่ตาแก้ตาเจ็บ ตาแดง

๙. นายแฮด ศรีทุมสุข
อยู่บ้านเลขที่ ๑๔๓ บ้านนาหลวง ตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
ภูมิลำเนา เป็นคนนาหลวงโดยกำเนิด
อายุ ๑๐๑ ปี
อดีตทำไร่ทำนา ปัจจุบันจักสานเครื่องใช้สอยต่างๆ อยู่บ้าน
เส้นทางสู่หมอยา
- เรียนรู้การใช้ยาสมุนไพรมาตั้งแต่อายุได้ ๑๐ ขวบ เรียนรู้มาจากตาและยาย พ่อเฒ่า เรียนรู้ว่าพืชชนิดไหนสามารถรักษาอะไรบ้างพร้อมกันนั้นก็ได้ศึกษาเองไปด้วยและได้เรียนรู้จักการใช้ยาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
- แนวคิดในการศึกษาเรื่องสมุนไพรเพราะเห็นว่าพืชสามารถรักษาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้จริง และเพื่อที่รักษาคนในครอบครัวรวมทั้งตัวเองยามเจ็บป่วยได้ จึงพยายามเรียนรู้และจดจำเรื่อยมา ต่อมาคนอื่นในหมู่บ้านรู้ว่าตนเองมีความรู้ในเรื่องของยาสมุนไพรและสามารถรักษาได้จึงมารักษาและให้หายาให้กินเมื่อเห็นว่ารักษาหายจึงมีการบอกต่อไปเรื่อย โดยค่ารักษาก็จะแล้วแต่ผู้รักษาจะให้ ถ้าไม่ให้ก็ไม่ว่าหรือทักท้วงแต่อย่างใด โดยคิดว่าเป็นการทำบุญที่รักษาคนป่วยให้หาย ในการรักษาแต่ละครั้งจะทีการใช้คาถาหรือมนต์ควบคู่ไปด้วย
- ในการรักษาเริ่มรักษาจากตัวเองก่อนเมื่อเจ็บป่วยนิดน้อยก็หามากิน ต่อมามีครอบครัวและภรรยาป่วยจึงรักษาให้แต่ก่อนหน้าก็มีการใช้สมุนไพรในการรักษามาอยู่แล้ว บางคนเป็นไรมาก็มาบอกให้หายามาให้
- คนที่มารักษาส่วนใหญ่จะเป็นคนในครอบครัวคนในหมู่บ้านเดียวกันและจะมีคนที่อยู่อุดรธานีทราบข่าวการรักษาจากญาติๆที่อยู่ใกล้เคียงจึงมาเอายาเพื่อไปรักษา
การรักษา
เมื่อมีคนเข้ามารักษา ผู้ป่วยจะบอกอาการว่าเป็นอะไรมา แล้วจะจัดยาให้ตามอาการที่เป็น หากยาไม่มีก็จะขึ้นไปเก็บมาให้และให้มาเอายาในวันต่อไปแล้วแต่จะนัดส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาอาการปวดหลัง ปวดเอว ยาเหล่านี้จะเป็นยาต้ม ซึ่งอาจจะมีตัวยาหนึ่งถึงสามตัวเท่านั้น
ข้อห้าม (ข้อขะลำ) ในการเป็นหมอสมุนไพร เช่น การเก็บยาสมุนไพรจะต้องเก็บวันอังคารและวันอาทิตย์และไม่ให้เงาเหยียบต้นไม้ ไม่ให้เงาต้นไม้ทับ นอกจากนี้การเข้าป่าเก็บสมุนไพรก็จะมีการใช้คาถาบอกผีที่ดูแลป่าสมุนไพรนั้นด้วย แต่ถ้าหากจะปลูกพืชสมุนไพรจะปลูกในวัน อาทิตย์ ศุกร์ เสาร์ ถึงจะดี ต้นที่ขึ้นจะเจริญเติบโตดี
โดยรูปแบบการเก็บยาคือ เมื่อหาสมุนไพรมาก็จะนำมาหั่นแล้วตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเก็บ บางส่วนจะตัดมาเป็นท่อนยาวเมื่อมีคนมาเอาจึงจะตัดให้ นอกจากนี้การขึ้นไปเก็บยาแต่ละครั้งจะกินดีเต่าด้วยเพื่อจะได้ไม่หิวน้ำและจะได้เก็บยาได้นานมากขึ้น
โรคและการใช้ยา
โรคปวดหลังปวดเอว ปวดแข้งปวดขา จะมียาต้มเช่น บ๊งนั่ง ไม้ป้าฮาย อาจจะต้มรวมกับยาชนิดอื่น หรือต้มอย่างเดียวก็ได้
ปวดหัว จะใช้กุดอ้อมฝนแช่น้ำมาตบหัวพร้อมกับการใช้มนต์ควบคู่ไปด้วย
เจ็บท้อง ปวดท้อง จะใช้ไม้มะม่วงกะซอนปิ้งทาเกลือหน้าเดียวแช่น้ำให้กิน
แก้เมาสารพิษ ใช้ฤาษีสม
นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามสำหรับผู้ป่วยด้วยคือการห้ามกินของแสลง เช่น อัมพฤก ห้ามกินของหวาน

๑๐. นางเหรียญ ศรีบุรินทร์
อยู่บ้านเลขที่ ๕ บ้านน้ำทบ ตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
เกิดที่บ้านหนองสพ
อายุ ๘๐ ปี
ปัจจุบันไม่ได้ประกอบอาชีพอะไรเพราะอายุมากแล้ว
นางเหรียญ สามารถอ่านตัวไทน้อย ในใบลานได้ และได้คัดลอกตำรายาโบราณจากในใบลานลงในสมุดเป็นภาษาไทยไว้ด้วย
เส้นมาทางหมอยา
- มีความรู้เรื่องแพทย์พื้นบ้านเนื่องจากพ่อ(นายเกาะ ทองปั้น) เป็นหมอพื้นบ้าน จึงเรียนรู้และจดจำเพื่อรักษาคนสืบต่อจากพ่อของตนเอง
- รักษาคนมา ๕๐ ปีแล้ว ช่วงหลังไม่ค่อยได้รักษาเพราะมีโรงพยาบาลที่ตัวอำเภอตั้งขึ้น
- เริ่มรักษาหลานของตนเองก่อน เนื่องจากป่วยเป็นไข้ไทฟรอยด์อาการหนัก ก็เอาสมุนไพรมารักษาหลานจนหาย
- มีคนมาขอเรียนแต่ก็เรียนไม่สำเร็จ เพราะว่าไม่รู้จักตัวยา
การรักษา
- โรคที่รักษาแล้วมีชื่อเสียงมากคือ มุทกิจฤดูขาว มดลูกอักเสบ ไข้ป่า มาลาเรีย ไทฟรอยด์ ตามลำดับ แต่นางเหรียญ บอกว่าสามารถรักษาได้เกือบทุกโรค
- วินิจฉัยโรคโดยการใช้มือคลำ เท้า มือ ดูอาการ จับชีพจร ดูธาตุน้ำธาตุไฟ
- เก็บสมุนไพรวันอังคารยาจะอยู่ที่ราก
- สมุนไพรจะเขียนชื่อแล้วใช้ลูกหลานไปเก็บมาให้
- ยาชุม เป็นยาที่ใช้ไม้สมุนไพรหลายชนิดมารวมกัน
- คนที่มารักษามาจากทั่วสารทิศ เช่น กาฬสินธุ์
- ยาขายมัดละ ๒๐-๓๐ บาท เคยมีคนจากกาฬสินธุ์มารับสมุนไพรไปขาย
- ยาสมุนไพรแต่ละตัวแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณเฉพาะ
ข้อขะลำ
- ผู้ที่มารับการรักษาห้ามกินเครื่องดองของเมา ปลาหนังเช่นปลาดุกปลาสวาย ของสกปรก
- จะเก็บสมุนไพรวันอังคารเพราะตัวยาจะอยู่ที่ราก

๑๑. นางดี ศรีบุรินทร์
ข้อมูลพื้นฐาน
- อายุ ๖๔ ปี
- บ้านเลขที่ ๓๗ บ้านสานตม หมู่ที่ ๑ ตำบลสานตม อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
- เกิดบ้านสำราญ ตำบลท่าศาลา ย้ายมาอยู่ที่สานตมเพราะไฟไหม้บ้าน
- ปัจจุบันมีอาชีพจักตอก ไม้ไผ่ขายส่งที่ตัวเมืองจังหวัดเลย
เส้นทางสู่หมอพื้นบ้าน
- ไม่ได้เรียนหมอพื้นบ้านมา แต่อาศัยดู นายทัน วงค์คำโสม แพทย์ประจำตำบลว่าไม้สมุนไพรชื่อว่าอะไรใช้แก้โรคอะไรเท่านั้น แล้วก็ลองใช้เอง เมื่อใช้แล้วได้ผลจึงมีคนมาขอให้จัดยาให้
- เมื่อเก็บสมุนไพรมาจากป่าแล้ว จะนำมาฝานเป็นชิ้นเล็กแล้วตากแดดจนแห้ง แล้วเก็บใส่ถุง เมื่อมีคนมาซื้อก็จะจัดให้เป็น มัดๆ
- สมุนไพรส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่ ลูกหลานตัดมาฝาก นางดีไปหาเองไม่ไหวแล้ว
- ปัจจุบันนางดีไม่มีสมุนไพรเพราะไม่มีใครไปหามาให้ และไม่ได้ปลูกสมุนไพรไว้ที่บ้านด้วย
- นางดี จัดยาสมุนไพรให้ผู้อื่น เพราะเอาบุญ
การรักษา
- คนที่มาขอยา จะเป็นคนในชุมชน/ญาติพี่น้อง ลูกหลานและคนต่างพื้นที่
- ชำนาญการจัดยาสมุนไพร ประเภทยาต้ม ยาอยู่ไฟสำหรับ แม่ลูกอ่อน
- นางดีไม่มีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ใดเพราะไม่มีใครมาเรียน และไม่อยากถ่ายทอดด้วย
- นางดี จะถามผู้ป่วยว่าเป็นอะไรแล้วจึงจัดยาตามอาการ
- นางดี บอกว่าไม่ถนัดการตรวจอาการของโรคแต่จะถนัดการจัดยาให้มากกว่า
ข้อขะลำ
- การเก็บสมุนไพรจากป่า นางเก็บสมุนไพรเฉพาะวันอังคาร
- ก่อนจะให้ยาแก่ผู้อื่น นางดีจะจัดดอกไม้และเทียนใส่จานอย่างละ ๕ คู่ เพื่อไหว้ครู
- ผู้ที่รับการรักษาห้ามกินเครื่องดองของเมาทุกชนิด

๑๒. ตาผุย กำมาทอง
อยู่ที่ หมู่บ้านเลยวังไสย์ หมู่ ๑ ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
อายุ ๗๔ ปี อาชีพ ทำไร่ทำนา เป็นหมอดู
ศึกษาเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรมาเป็นเวลา ๔๐ ปี ศึกษาจากตำรายาโบราณและจากปู่ย่าตายาย

๑๓. ตาดา คำมะนิตย์
ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๓๒ หมู่ ๓ ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
อายุ ๖๖ ปี อาชีพทำสวนผลไม้
ศึกษาสมุนไพรต่างๆ จากตำรายาโบราณและคนเฒ่าคนแก่สมัยก่อน

๑๔. นายสว่าง คำมะนิตย์ (ตาหา)
ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๕๒ หมู่ ๕ ตำบลหนองงิ้ว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
อายุ ๖๘ ปี อาชีพทำสวนผลไม้
ศึกษาสมุนไพรใช้รักษาโรคจากปู่ย่า-ตายายซึ่งเป็นหมอยา โดยศึกษาเรื่องสมุนไพรมานาน ๓๐ ปี เคยรักษาตัวเองและรักษาให้คนอื่น ตาหาถนัดรักษาเกี่ยวกับโรคภายใน เช่น โรคตับ ไต พิการ ปัจจุบันเป็นหมอยาที่มีคนรู้จักจากการรักษาและบอกกันปากต่อปาก มีคนมาขอยาจากตาหาไปกินเป็นประจำโดยตาหาจะต้มให้กินฟรี

๑๕. ตาจบ สีบุรินทร์
ที่อยู่ บ้านเลขที่ ๑๖ หมู่ ๗ ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
อายุ ๖๘ ปี ภรรยาเป็นหมอตำแย
ทำอาชีพเพาะสมุนไพรขายโดยเริ่มทำมาตั้งปี ๒๕๔๔
ตาจบเริ่มเรียนรู้การใช้สมุนไพรจากปู่ย่า-ตายาย ตั้งแต่อายุ ๑๙ ปี เริ่มตั้งแต่ใช้สมุนไพรรักษาตัวเองและคนใกล้ชิด ตาจบเล่าว่า “ลูกสาวเป็นริดสีดวงทวาร” ตาต้มยาให้กิน โดยมีซ้าฮ้อยปลา+อ้อยสามสวน+กำลังเสือโคร่ง+ม้ากระทืบโรง ต้มรวมกันกิน ๑-๒ หม้อหายเลย จะทำให้ริดสีดวงหด และเคยรักษาคนที่เป็นฝี ไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วหมอไม่รับรักษา ตาจบรักษาด้วยการใช้คาถาเป่าฝีโดยมีค่าครู 32 บาท นอกนั้นแล้วแต่จะให้ ตาจบเล่าต่อว่า จังหวัดเลยมีงานประจำปีชื่องานว่า “งานนางผมหอม” ตาจบเคยไปออกงานนี้บ่อย โดยจะนำยาสมุนไพรต่างๆ ที่มีไปจัดแสดงแล้วก็มีคนมาหาขอซื้อยาเอาไปใช้


footer